
กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านกล่าวหาสหรัฐฯ ในวันอังคาร (26 พ.ค.) ว่า “ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างโจ่งแจ้ง” ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ทั้งสองชาติบรรลุร่วมกันเมื่อเดือนที่แล้ว หลังจากที่กองทัพสหรัฐฯ โจมตีดินแดนทางตอนใต้ของอิหร่าน
แถลงการณ์ดังกล่าวของกระทรวงฯ มีขึ้นในเวลาหนึ่งวันหลังจากที่กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) อ้างว่า กองกำลังได้ยิงถล่มฐานยิงขีปนาวุธและเรือวางทุ่นระเบิดทางตอนใต้ของอิหร่านเมื่อวันจันทร์ (25 พ.ค.)
กระทรวงฯ ระบุว่า การละเมิดข้อตกลงสงบศึกที่เกิดขึ้นในจังหวัดฮอร์โมซกันของอิหร่านภายในช่วง 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่กระบวนการทางการทูตโดยมีปากีสถานเป็นคนกลางในการเจรจาระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ กำลังดำเนินอยู่นั้น ได้เผยให้เห็นถึง “ความร้ายกาจและการไม่รักษาคำมั่นสัญญา” ของรัฐบาลสหรัฐฯ อีกครั้ง
แถลงการณ์ยังระบุเพิ่มเติมอีกว่า การกระทำของสหรัฐฯ ยังแสดงให้เห็นว่า ความไม่ไว้วางใจที่หยั่งรากฝังลึกของอิหร่านที่มีต่อรัฐบาลสหรัฐฯ นั้น ตั้งอยู่บนหลักการและความเข้าใจ “อย่างถ่องแท้” ต่อพฤติกรรม “อันฉ้อฉลและน่ารังเกียจ” ของสหรัฐฯ ที่มีต่อประชาชนชาวอิหร่าน
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า กระทรวงฯ ได้ประณามการกระทำ “อันก้าวร้าว” ดังกล่าว พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลพวงที่ตามมาทั้งหมด
ด้านทิม ฮอว์กินส์ โฆษกของ CENTCOM ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ว่า กองกำลังสหรัฐฯ ได้ทำการโจมตีเพื่อป้องกันตนเองในพื้นที่แบนดาร์ อับบาส ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพเรือหลักของอิหร่าน โดยสามารถทำลายเรือของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ได้สองลำ และโจมตีฐานยิงขีปนาวุธแบบพื้นสู่อากาศ
ต่อมาในวันอังคาร IRGC เปิดเผยว่า กองกำลังป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่านได้ยิงโดรนรุ่น MQ-9 Reaper ของสหรัฐฯ ตกหนึ่งลำ และได้ยิงสกัดเครื่องบินของสหรัฐฯ อีกสองลำ ได้แก่ เครื่องบินสอดแนมรุ่น RQ-4 Global Hawk และเครื่องบินรบ F-35 ที่รุกล้ำเข้าสู่น่านฟ้าของอิหร่าน
เหตุการณ์รุนแรงดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่กระบวนการทางการทูตกำลังเริ่มต้นขึ้น โดยมีปากีสถานเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ภายหลังการประกาศหยุดยิงเมื่อวันที่ 8 เม.ย. เพื่อยุติสงคราม โดยมีรายงานว่า ทั้งสองฝ่ายกำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการเพื่อสรุปบันทึกความเข้าใจ (MoU) ด้านสันติภาพขั้นสุดท้าย
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 พ.ค. 69)





