
นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีความกังวลต่อภาวะขาดดุลแฝด (Dual Deficit) หรือการขาดดุลงบประมาณภาครัฐ (ขาดดุลการคลัง) ไปพร้อมกับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดว่า ภาวะดังกล่าว ยังไม่ใช่เรื่องน่ากังวลสำหรับประเทศไทย เพราะหากมองลึกลงไปถึงสาเหตุของตัวเลขที่เกิดขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ (New-S Curve) ซึ่งจะเป็นการต่อยอดการเติบโตของเศรษฐกิจไทยได้ในระยะยาว
ส่วนประเด็นที่นักลงทุนบางส่วนกังวลว่าหากไทยเผชิญภาวะ Dual Deficit ต่อเนื่อง อาจจะกระทบความเชื่อมั่น จากเดิมที่ไทยเคยถูกมองเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพสูง จากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด และเงินบาทแข็งค่า (Safe Haven) จนอาจกลายเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงมากขึ้น ทั้งในมุมเงินทุนไหลออก และความผันผวนของค่าเงินบาทนั้น นายสันติธาร มองว่า Safe Haven ของไทยไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่ต้องแยกออกเป็น 2 มิติ คือ ด้านภูมิรัฐศาสตร์ และด้านเสถียรภาพทางการเงินในมุมภูมิรัฐศาสตร์
“เรื่อง Safe Haven นั้น ไทยยังได้เปรียบ เพราะเราไม่มีความขัดแย้งกับประเทศใด ทำให้ยังสามารถดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะการย้ายฐานการผลิต ในอุตสาหกรรมใหม่เข้ามาไทย” นายสันติธาร ระบุ
ส่วนในด้านเสถียรภาพทางการเงินนั้น แม้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยจะเริ่มอ่อนแรงลง แต่ต้องไปพิจารณาด้วยว่าการขาดดุลในช่วงนี้เกิดจากอะไร และมองว่าสถานการณ์ดังกล่าว เป็นเพียงระยะสั้นหรือไม่ ซึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตัวเลขนำเข้าสูงขึ้น จนเกิดภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในขณะนี้ มาจากการลงทุนของต่างชาติในกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์, AI และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งต้องนำเข้าเครื่องจักร ชิปและอุปกรณ์จำนวนมากในช่วงแรก เพื่อสร้างโรงงานและฐานการผลิตใหม่
อย่างไรก็ดี ยอมรับว่าไทยยังมีสัดส่วนการนำเข้าสูงถึง 80-90% ในบางอุตสาหกรรมใหม่ เพราะไม่สามารถผลิตสินค้าชิ้นส่วนไฮเทคเองได้ จึงเป็นโจทย์สำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งสร้าง Local Supply Chain และผลักดันการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมใหม่และสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้มากขึ้น
“เศรษฐกิจไทยช่วงนี้ อยู่ในจังหวะเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ ทำให้ระยะแรกต้องนำเข้าเครื่องจักร ชิป และเทคโนโลยีจำนวนมาก เพื่อสร้างฐานการผลิต จึงเห็นตัวเลขนำเข้าสูง และดุลการค้าอ่อนลงชั่วคราว แต่เมื่อโรงงานเริ่มเดินเครื่องเต็มที่ ก็จะช่วยเพิ่มการผลิต การส่งออก และสร้างศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว ถือเป็นการย่อตัวเพื่อเติบโต มากกว่าเป็นสัญญาณเศรษฐกิจอ่อนแอ ซึ่งปัจจุบันเริ่มเห็นผลบวกแล้ว จากตัวเลขส่งออกสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีที่เติบโตระดับเลขสองหลัก (Double Digit) หลังโรงงานใหม่เริ่มเดินสายการผลิต ขณะเดียวกันการนำเข้าสินค้าทุนจำนวนมากในรอบนี้ ส่วนใหญ่ใช้เงินลงทุนจาก FDI โดยตรง จึงไม่ได้กระทบเสถียรภาพการเงิน หรือเงินทุนสำรองของประเทศอย่างที่หลายฝ่ายกังวล และอีกปัจจัยที่กดดันดุลบัญชีเดินสะพัด คือ ราคาพลังงานโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง เนื่องจากไทยเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิรายใหญ่ของเอเชีย เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ต้นทุนนำเข้าก็สูงขึ้นตามทันที” นายสันติธาร กล่าว
นายสันติธาร มองว่า เรื่องนี้สะท้อนความจำเป็นที่ไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด หรือ Energy Transition เพื่อลดความเปราะบางด้านพลังงานในระยะยาว
ในส่วนภาคท่องเที่ยวนั้น แม้รายได้ยังไม่กลับมาเท่าช่วงก่อนโควิด-19 แต่ถือเป็นโอกาสในการปรับสมดุลเศรษฐกิจ จากเดิมที่ภาคท่องเที่ยวเติบโตมากจนทำให้เงินบาทแข็ง และกระทบความสามารถแข่งขันของภาคการผลิต หรือที่เรียกว่า Dutch Disease ซึ่งไทยควรปรับจากการเน้นจำนวนนักท่องเที่ยว มาเป็นการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพที่สร้างรายได้ต่อหัวสูงขึ้นแทน
“สิ่งที่ต้องจับตาจริง ๆ คือ หากผ่านไปหลายปีแล้ว ไทยยังไม่สามารถสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศ เพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรม หรือถ่ายทอดเทคโนโลยีได้จริง จนยังต้องพึ่งพาการนำเข้าสูงเหมือนเดิม แบบนั้น จึงจะเริ่มเป็นสัญญาณน่ากังวลต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว” นายสันติธาร ระบุ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 พ.ค. 69)




