กองทุนชดเชยนิติสงครามของทรัมป์ 1.8 พันล้านดอลล์ถูกระงับ หลังคองเกรสค้านหนัก

สื่อต่างประเทศรายงานเมื่อวันจันทร์ (1 มิ.ย.) โดยอ้างแหล่งข่าววงในว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ถูกระงับแผนการจัดตั้งกองทุนมูลค่าเกือบ 1.8 พันล้านดอลลาร์ สำหรับชดเชยผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของสิ่งที่เรียกว่า “การใช้อำนาจรัฐเล่นงานฝ่ายตรงข้ามทางกฎหมาย” หรือการใช้นิติสงคราม หลังจากทำเนียบขาวเผชิญกับกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงจากพรรครีพับลิกันในสภาคองเกรส

กองทุนเจ้าปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นจากข้อตกลงประนีประนอมยอมความนอกศาลระหว่างปธน.ทรัมป์กับกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เพื่อยุติคดีฟ้องร้องกรมสรรพากรสหรัฐฯ (IRS) ครั้งประวัติศาสตร์วงเงินสูงถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์ จากข้อกล่าวหาเรื่องการจัดการข้อมูลภาษีของทรัมป์อย่างไม่โปร่งใส

ในข้อตกลงยอมความฉบับนี้ มีข้อกำหนดสำคัญคือ ห้ามไม่ให้ IRS ดำเนินการตรวจสอบการคืนภาษีย้อนหลังของตัวทรัมป์ เครือญาติ ตลอดจนกลุ่มบริษัทในเครือ สำหรับแบบแสดงรายการภาษีใด ๆ ที่ยื่นก่อนวันที่ 18 พ.ค. ขณะเดียวกันก็ได้แบ่งเงินจำนวน 1.776 พันล้านดอลลาร์มาจัดตั้งเป็นกองทุนเพื่อชดเชยแก่ผู้ที่อ้างว่าตกเป็นเหยื่อของการใช้อำนาจรัฐกลั่นแกล้งโดยมิชอบ

อย่างไรก็ดี ทันทีที่มีการเปิดเผยแผนการตั้งกองทุนนี้ ได้เกิดแรงกระเพื่อมทางการเมืองและข้อพิพาททางกฎหมายอย่างรวดเร็ว แม้กระทั่งกลุ่มวุฒิสมาชิกสังกัดพรรครีพับลิกันซึ่งเป็นพรรครัฐบาลเองก็แสดงความโกรธเคืองอย่างรุนแรง เนื่องจากหวั่นเกรงว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุจลาจลบุกอาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2564 อาจได้รับเงินเยียวยาที่มาจากภาษีของประชาชน ขณะที่ฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ต่างรุมประณามกองทุนนี้ว่าเป็น “กองทุนเอื้อประโยชน์ส่วนตน”

ชนวนเหตุเริ่มบานปลายเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (29 พ.ค.) เมื่อผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางในรัฐเวอร์จิเนียและฟลอริดาได้ออกคำสั่งระงับกองทุนดังกล่าวไว้ชั่วคราวจนถึงวันที่ 12 มิ.ย. และเรียกร้องให้มีการทบทวนเพิ่มเติมตามลำดับ

หลังจากศาลมีคำสั่งระงับ จอห์น ทูน ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภา ได้ต่อสายพูดคุยกับทางทำเนียบขาวเพื่อกดดันและหารือถึงทางออกในเรื่องนี้

เหตุการณ์มาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เมื่อบรรดาวุฒิสมาชิกเดินทางกลับมาทำงานที่กรุงวอชิงตันหลังสิ้นสุดช่วงวันหยุดเมมโมเรียลเดย์ และเกิดภาวะเผชิญหน้ากับปธน.ทรัมป์เกี่ยวกับการผ่านร่างกฎหมายงบประมาณ 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์เพื่อสนับสนุนงานของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) และหน่วยลาดตระเวนชายแดน

ในวันเดียวกันนั้น ทูนได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “ผมได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนต่อทำเนียบขาวแล้วว่ากองทุนนี้จำเป็นต้องถูกยกเลิก” และชี้ว่าทางออกที่ดีที่สุดคือการที่รัฐบาลควรตัดสินใจประกาศยุติเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ขณะที่ ไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็ได้เข้าประชุมหารือเคร่งเครียดที่ทำเนียบขาวเป็นเวลานานในวันจันทร์เพื่อหาข้อยุติ

ทางด้านกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้ออกแถลงการณ์ในวันจันทร์เช่นกัน โดยระบุว่า แม้ทางกระทรวงฯ จะ “ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง” กับคำตัดสินของศาลเมื่อวันศุกร์ที่สั่งระงับกองทุนชั่วคราว แต่ก็พร้อมปฏิบัติตามคำสั่งศาล ทว่าแถลงการณ์ดังกล่าวไม่ได้ให้คำมั่นว่าจะล้มเลิกแผนจัดตั้งกองทุนนี้เป็นการถาวร และโฆษกกระทรวงฯ ปฏิเสธที่จะชี้แจงว่าแผนงานนี้จะถูกพับไปโดยสิ้นเชิงหรือไม่

แม้ทำเนียบขาวจะยอมถอยในขั้นแรก แต่พรรคเดโมแครตและสมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วนยังคงเคลือบแคลงสงสัยและต้องการหลักประกันว่ากองทุนนี้จะไม่ฟื้นคืนชีพกลับมาในรูปแบบอื่น โดย ชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภา ได้ระบุผ่านเอ็กซ์ว่า ในสัปดาห์นี้ วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตจะเร่งผลักดันกฎหมายสั่งห้ามกองทุนเอื้อประโยชน์ลักษณะนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีประธานาธิบดีคนใดทำเช่นนี้ได้อีก

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 มิ.ย. 69)