ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบ กังวลวิกฤตตะวันออกกลาง-ตลาดการลงทุนภาคเอกชน

ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบในวันพุธ (3 มิ.ย.) ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น และความกังวลระลอกใหม่เกี่ยวกับตลาดการลงทุนภาคเอกชน (Private Markets) ซึ่งทำให้นักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง อย่างไรก็ตาม การปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มค้าปลีกช่วยจำกัดแรงกดดันต่อตลาด

  • ทั้งนี้ ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 621.19 จุด ลดลง 4.15 จุด หรือ -0.66%
  • ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,150.42 จุด ลดลง 58.67 จุด หรือ -0.71%
  • ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 24,795.94 จุด ลดลง 328.23 จุด หรือ -1.31% และ
  • ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,332.30 จุด ลดลง 41.21 จุด หรือ -0.40%

 

กลุ่มบริการทางการเงินนำตลาดปรับตัวลง โดยร่วง 2.4% หลังหุ้นของ Partners Group ดิ่งลง 16.3% เนื่องจากบริษัทการลงทุนภาคเอกชนจากสวิตเซอร์แลนด์ได้จำกัดการไถ่ถอนเงินในกองทุนไพรเวทอิควิตีประเภท “เอเวอร์กรีน” กองทุนหนึ่ง

นักลงทุนกังวลว่าบริษัทด้านสินเชื่อภาคเอกชนและไพรเวทอิควิตีมีการลงทุนกระจุกตัวในบริษัทขนาดกลางมากเกินไป ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) รุ่นใหม่

ความวิตกดังกล่าวส่งผลให้เกิดกระแสการไถ่ถอนเงินลงทุนจากกองทุนจำนวนมาก และนับตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ได้กลายเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้ตลาดการเงินทั่วโลกเผชิญแรงขายเป็นระยะ

นักวิเคราะห์จาก UBS Global Wealth Management กล่าวว่า ยังไม่เห็นความเสี่ยงเชิงระบบจากธุรกิจสินเชื่อภาคเอกชน แม้อัตราการผิดนัดชำระหนี้จะเพิ่มขึ้นบ้าง และปัจจุบันมีความระมัดระวังมากกว่าเมื่อ 6 เดือนก่อน แต่ยังไม่ใช่ประเด็นที่จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาคธนาคารหรือสินทรัพย์ของนักลงทุน

นักวิเคราะห์ระบุเพิ่มเติมว่า ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลางถือเป็นความเสี่ยงที่สำคัญกว่ามากในขณะนี้

ความตึงเครียดเพิ่มสูงขึ้นหลังจากอิหร่านโจมตีคูเวต ส่งผลให้สนามบินได้รับความเสียหายและมีผู้บาดเจ็บหลายสิบราย ขณะที่ปฏิบัติการโจมตีของสหรัฐฯ ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซได้เพิ่มความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักของอุปทานพลังงาน ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นเป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน และสร้างแรงกดดันต่อยุโรปซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน

นักวิเคราะห์จาก Assenagon Asset Management กล่าวว่า หากราคาพลังงานยังไม่ปรับลดลง นักลงทุนมีแนวโน้มจะลดความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน มากกว่าจะโยกย้ายเงินลงทุนจากสหรัฐฯ หรือตลาดเกิดใหม่เข้าสู่ยุโรป

นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนยังเพิ่มขึ้น หลังจากรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เสนอจัดเก็บภาษีนำเข้าสูงสุด 12.5% กับสินค้าจาก 60 เขตเศรษฐกิจ รวมถึงสหภาพยุโรป (EU) เมื่อช่วงค่ำวันอังคาร โดยให้เหตุผลว่าประเทศเหล่านี้ยังไม่สามารถควบคุมการค้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มค้าปลีกช่วยพยุงตลาด โดยหุ้น B&M European Value Retail พุ่งขึ้น 14.6% หลังรายงานกำไรจากการดำเนินงานหลักที่ปรับปรุงแล้วประจำปีสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์

ด้าน Inditex เจ้าของแบรนด์ Zara ปรับตัวขึ้น 1.5% หลังรายงานยอดขายช่วงต้นฤดูร้อนที่แข็งแกร่ง ช่วยคลายความกังวลว่าภาวะเงินเฟ้ออาจกระทบการใช้จ่ายของผู้บริโภค

ดัชนีหุ้นกลุ่มค้าปลีกของยุโรปปรับตัวขึ้น 1% และเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่นที่สุดของวัน

หุ้น Valeo พุ่งขึ้น 18.4% หลังนักวิเคราะห์ชี้ถึงศักยภาพการเติบโตจากธุรกิจศูนย์ข้อมูล (Data Center) และระบบกักเก็บพลังงาน โดยเน้นย้ำถึงความสามารถของบริษัทในด้านระบบไฟฟ้าและการจัดการความร้อน

ในทางกลับกัน หุ้น AkzoNobel ร่วงลง 17.2% หลัง Nippon Paint และ Sherwin-Williams เปิดเผยว่าได้ยุติความพยายามร่วมกันในการเข้าซื้อกิจการผู้ผลิตสีรายดังกล่าวแล้ว

ผลสำรวจระบุว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมสัปดาห์หน้า และอาจปรับขึ้นอีกครั้งในเดือนก.ย. ปีนี้

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 มิ.ย. 69)