ค่ายรถยักษ์ใหญ่หนุน EPA ชะลอกฎลดมลพิษ 2 ปี เหตุยอดขาย EV ชะลอตัว

กลุ่มค่ายรถยนต์รายใหญ่ออกโรงสนับสนุนข้อเสนอของสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม (EPA) ของสหรัฐฯ ที่ให้ชะลอการบังคับใช้กฎระเบียบในการลดการปล่อยมลพิษทางอากาศจากยานยนต์ออกไปอีก 2 ปี เนื่องจากยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ลดลง พร้อมทั้งเรียกร้องให้หน่วยงานเร่งร่างกฎระเบียบใหม่โดยเร็ว ในขณะที่กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า การชะลอดังกล่าวจะนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของอาการเจ็บป่วยที่ป้องกันได้และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของประชาชน

ย้อนกลับไปในปี 2552 ทางการสหรัฐฯ ได้กำหนด “ข้อวินิจฉัยการก่อให้เกิดอันตราย” (endangerment finding) ซึ่งระบุว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ ส่งผลให้ EPA มีอำนาจตามกฎหมายในการควบคุมการปล่อยมลพิษจากยานยนต์ตั้งแต่นั้นมา

ต่อมาในเดือนเม.ย. 2567 EPA ภายใต้รัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้สรุปกฎข้อบังคับที่กำหนดให้ต้องลดการปล่อย “สารมลพิษหลัก” (criteria pollutants) ทั้ง 6 ชนิด ได้แก่ โอโซน ฝุ่นละออง คาร์บอนมอนอกไซด์ ไนโตรเจนไดออกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และตะกั่ว จากรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถยนต์เชิงพาณิชย์อย่างมีนัยสำคัญ สำหรับรถรุ่นที่ผลิตในปี 2570 ถึง 2575

กฎของอดีตปธน.ไบเดนกำหนดให้ต้องลดการปล่อยมลพิษลง 50% สำหรับรถยนต์ขนาดเบา และ 58% สำหรับรถยนต์ขนาดกลาง ภายในปี 2575 ซึ่งในตอนนั้น EPA ประเมินว่าการลดมลพิษที่ก่อให้เกิดเขม่าและหมอกควันเหล่านี้จะสร้างผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมถึง 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ดำเนินการหลายขั้นตอนเพื่อทยอยยกเลิกกฎระเบียบเกี่ยวกับยานยนต์เหล่านี้ โดยในเดือนธ.ค. กระทรวงคมนาคมได้เสนอให้ลดความเข้มงวดของข้อกำหนดด้านการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง สำหรับรถรุ่นปี 2565 ถึง 2574 ลงอย่างมาก โดยกำหนดให้รถยนต์ต้องทำระยะทางได้เฉลี่ย 34.5 ไมล์ต่อแกลลอน (mpg) ภายในปี 2574 ซึ่งลดลงจากเดิมที่ตั้งไว้สูงถึง 50.4 mpg

จากนั้นในเดือนก.พ. ที่ผ่านมา รัฐบาลชุดปัจจุบันได้ประกาศยกเลิก “ข้อวินิจฉัยการก่อให้เกิดอันตราย” ของปี 2552 อย่างเป็นทางการ

ต่อมาเมื่อเดือนที่แล้ว EPA ได้ประเมินว่า การชะลอกฎระเบียบควบคุมมลพิษของอดีตปธน.ไบเดนออกไปจะช่วยค่ายรถยนต์ประหยัดเงินได้ถึง 1.7 พันล้านดอลลาร์ โดยข้อเสนอนี้จะเลื่อนกำหนดเวลาการปฏิบัติตามกฎสำหรับรถยนต์ขนาดเบาและรถยนต์ขนาดกลางออกไปอีก 2 ปี โดยอ้างถึงยอดขายรถ EV ในสหรัฐฯ ที่หดตัวลง ซึ่งทำให้มาตรฐานมลพิษที่เข้มงวดนี้กลายเป็นเรื่องที่ผู้ผลิตไม่สามารถทำได้จริง

จนกระทั่งล่าสุดในการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ กลุ่มพันธมิตรเพื่อนวัตกรรมยานยนต์ (Alliance for Automotive Innovation) ซึ่งเป็นกลุ่มการค้าตัวแทนค่ายรถยักษ์ใหญ่อย่าง เจเนอรัล มอเตอร์ส (General Motors), โตโยต้า มอเตอร์ (Toyota Motor), โฟล์คสวาเกน (Volkswagen), ฟอร์ด (Ford), สเตลแลนทิส (Stellantis) และฮุนได (Hyundai) ได้ให้การว่า ยอดขายรถ EV ที่ลดลงในเวลานี้ “ทำให้เงินลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ต้องสูญเปล่า” ทางกลุ่มจึงมองว่าการชะลอเวลาเป็นสิ่งจำเป็น และเรียกร้องให้ EPA มี “แนวทางก้าวไปข้างหน้าที่สมเหตุสมผลและปฏิบัติได้จริง” รวมถึงขอให้ “กำหนดมาตรฐานระยะยาวที่สมจริงและยั่งยืน”

ขณะที่ ริชับ จาเกเทีย นักวิจัยจากกองทุนพิทักษ์สิ่งแวดล้อม (Environmental Defense Fund) ออกมาโต้แย้งว่า การชะลอเวลาออกไป 2 ปีจะส่งผลเสียต่อสุขภาพประชาชนคิดเป็นมูลค่าความเสียหายหลายพันล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมถึงอาการของโรคหัวใจและปอดที่รุนแรงขึ้น ไปจนถึงการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร โดยย้ำเตือนว่า “มาตรฐานยานยนต์คือสิ่งที่ช่วยชีวิตผู้คน”

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 มิ.ย. 69)