
คาซูโอะ อุเอดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) กล่าวว่า ธนาคารกลางจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงข้อดีและข้อเสียของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมนโยบายการเงินครั้งถัดไปช่วงปลายเดือนนี้ แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะยังไม่มีความชัดเจนก็ตาม ซึ่งการแสดงความเห็นดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณว่ามีโอกาสสูงที่ธนาคารกลางอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนนี้
อุเอดะกล่าวในงานหนึ่งซึ่งจัดโดยสำนักข่าวเกียวโด เมื่อวันพุธ (3 มิ.ย.) ว่า BOJ จำเป็นต้องตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายในอนาคต โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า ญี่ปุ่นกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ “ผลกระทบทางอ้อมจากราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น อาจผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปรับตัวสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้”
อย่างไรก็ตาม อุเอดะเตือนว่า แนวโน้มเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวจะกดดันเศรษฐกิจผ่านหลายปัจจัย ซึ่งรวมถึงการลดลงของกำลังซื้อที่แท้จริงของภาคครัวเรือน
ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่นยังระบุว่า อัตราดอกเบี้ยระยะยาวอาจปรับตัวสูงขึ้น หากตลาดการเงินมองว่า BOJ ไม่ดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพียงพอในการรับมือกับแรงกดดันด้านราคาที่เพิ่มขึ้น โดยหาก BOJ ตอบสนองต่อการปรับตัวขึ้นของราคาอย่างล่าช้า อาจทำให้ BOJ ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระดับสูง ซึ่งอาจสร้างภาระหนักต่อเศรษฐกิจ รวมถึงตลาดการเงินและระบบการเงินด้วย
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ในการประชุมนโยบายการเงินวันที่ 15-16 มิ.ย. นี้ BOJ จะพิจารณาว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากระดับปัจจุบันที่ 0.75% หรือไม่ หลังกรรมการบางส่วนจับตาความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นในญี่ปุ่นอันเนื่องมาจากสงครามอิหร่าน
ก่อนหน้านี้ BOJ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเมื่อเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเดินหน้าปรับนโยบายการเงินกลับสู่ภาวะปกติ หลังยุติมาตรการผ่อนคลายทางการเงินแบบพิเศษที่ดำเนินมานานกว่าทศวรรษในเดือนมี.ค. 2567
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 มิ.ย. 69)





