
กระทรวงการต่างประเทศของเวียดนามออกมาชี้แจงวันนี้ (4 มิ.ย.) ว่า ข้อสรุปของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ที่ระบุว่าเวียดนามล้มเหลวในการควบคุมการค้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับนั้น ไม่ได้สะท้อนถึงความพยายามในการแก้ปัญหาของเวียดนามอย่างครบถ้วนและถูกต้องตามความเป็นจริง
ฝ่าม ทู หั่ง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศเวียดนาม กล่าวในการแถลงข่าวประจำวันที่กรุงฮานอยว่า นโยบายของเวียดนามนั้นสั่งห้ามการใช้แรงงานบังคับในทุกรูปแบบอย่างเด็ดขาด และประเทศได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) อย่างเคร่งครัด
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ คณะบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้เสนอให้เรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมสูงสุดถึง 12.5% สำหรับสินค้าที่นำเข้าจาก 60 ประเทศทั่วโลก ซึ่งรวมถึงเวียดนาม หลังจากทางสหรัฐฯ ตัดสินว่าประเทศเหล่านี้ไม่ได้ดำเนินการอย่างเพียงพอเพื่อควบคุมการค้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ ซึ่งข้อกล่าวหานี้เป็นสิ่งที่ประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ ต่างพากันออกมาปฏิเสธ
การสอบสวนของสหรัฐฯ ในครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่ยอดการส่งออกสินค้าจากเวียดนามไปยังสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้น โดยข้อมูลของสหรัฐฯ ชี้ให้เห็นว่า สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับเวียดนามสูงถึง 5.48 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงเป็นอันดับสองรองจากไต้หวัน และสูงกว่ายอดขาดดุลที่มีกับประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่อย่างจีนและเม็กซิโก
ทั้งนี้ รัฐบาลทรัมป์ได้ออกมาย้ำอยู่หลายครั้งว่า ทางการต้องการที่จะลดปัญหาการขาดดุลการค้าเหล่านี้ลงให้ได้
“เวียดนามได้พูดคุยแลกเปลี่ยนและจะเดินหน้าทำงานร่วมกับสหรัฐฯ ต่อไปอย่างสร้างสรรค์และให้ความร่วมมือ เพื่อแก้ไขข้อขัดแย้งที่ยังคงมีอยู่ ขณะเดียวกัน เราก็พยายามปกป้องผลประโยชน์ที่ถูกต้องชอบธรรมของทั้งกลุ่มแรงงานและภาคธุรกิจอยู่เสมอ” หั่งกล่าว
ปัจจุบัน เวียดนามกำลังตกเป็นเป้าหมายของรัฐบาลทรัมป์จากข้อกล่าวหาเรื่องการบิดเบือนการค้าด้วยกำลังการผลิตส่วนเกิน การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และการใช้สินค้าที่มาจากแรงงานบังคับ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 มิ.ย. 69)





