น้ำมันดิบ BRENT-WTI บวก หลังฮิซบอลเลาะห์ปัดข้อตกลงหยุดยิง ดับความหวังสันติภาพตอ.กลาง

ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นในการซื้อขายที่ตลาดเอเชียวันนี้ (5 มิ.ย.) โดยได้รับแรงหนุนจากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ปฏิเสธข้อเสนอหยุดยิงกับอิสราเอล ส่งผลให้ความพยายามของสหรัฐฯ ในการผลักดันข้อตกลงสันติภาพในภูมิภาคเผชิญความไม่แน่นอนมากขึ้น

ณ เวลา 10.05 น. ตามเวลาประเทศไทย สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนส.ค. ปรับตัวขึ้นเกือบ 0.8% แตะ 95.75 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) เพิ่มขึ้น 0.5% สู่ระดับ 90.47 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยทั้งสองสัญญามีแนวโน้มปรับตัวขึ้นระหว่าง 3% ถึง 6% ในรอบสัปดาห์นี้

ปัจจัยสำคัญที่หนุนตลาดมาจากการที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนประกาศปฏิเสธข้อเสนอหยุดยิงกับอิสราเอลเมื่อวันพฤหัสบดี (4 มิ.ย.) พร้อมยืนยันว่าจะไม่ถอนกำลังออกจากเลบานอน และแสดงจุดยืนคัดค้านการเจรจาระหว่างเลบานอนกับอิสราเอล

สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งบั่นทอนความหวังต่อการบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน เนื่องจากอิหร่านย้ำมาโดยตลอดว่า การหยุดยิงในเลบานอนเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับการบรรลุข้อตกลงสันติภาพที่ยั่งยืน ขณะที่ก่อนหน้านี้ในสัปดาห์เดียวกัน มีรายงานว่าอิหร่านได้ระงับการเจรจาทางอ้อมกับสหรัฐฯ หลังกล่าวหาว่าสหรัฐฯ ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงจากการโจมตีครั้งล่าสุด

ในช่วงสัปดาห์นี้ สหรัฐฯ ได้โจมตีเป้าหมายหลายแห่งในอิหร่าน ส่งผลให้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ตอบโต้ด้วยการโจมตีเป้าหมายของสหรัฐฯ ในคูเวตและกรุงเบรุต แม้เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จะยังคงยืนยันว่าการเจรจากับอิหร่านดำเนินต่อไปและข้อตกลงสันติภาพใกล้จะบรรลุผลก็ตาม อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีสัญญาณชัดเจนที่สะท้อนถึงความคืบหน้าทางการทูต

อิสราเอลยังคงโจมตีทางอากาศในพื้นที่ตอนใต้ของเลบานอนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้ตอบโต้กลับ และเจ้าหน้าที่อิสราเอลยังส่งสัญญาณว่าจะไม่ถอนกำลังออกจากพื้นที่ดังกล่าว รวมทั้งจะเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารต่อไป หลังจากมีการหยุดปฏิบัติการชั่วคราวในช่วงต้นสัปดาห์

ขณะเดียวกัน ตลาดน้ำมันยังคงได้รับแรงหนุนจากความกังวลด้านอุปทาน เนื่องจากปริมาณการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังอยู่ในระดับต่ำ แม้ว่าการแทรกแซงของสหรัฐฯ จะช่วยให้จำนวนเรือที่ผ่านเส้นทางดังกล่าวเพิ่มขึ้นก็ตาม

ปริมาณการขนส่งน้ำมันที่ยังต่ำกว่าระดับก่อนเกิดสงครามอย่างมาก สะท้อนว่าอุปทานน้ำมันโลกยังไม่มีแนวโน้มฟื้นตัวในระยะสั้น โดยก่อนเกิดความขัดแย้ง น้ำมันประมาณ 20% ของการบริโภคทั่วโลกต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้การขาดสัญญาณลดความตึงเครียดในภูมิภาคยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาน้ำมันในระยะนี้ต่อไป

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 มิ.ย. 69)