
นายไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน และอุปนายกและเลขาธิการสมาคมส่งเสริมการลงทุนและการค้าไทย-จีน เปิดเผยในงาน Dinner Talk หัวข้อ “โอกาสทางการค้าในตลาดจีน” ของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ว่า สิ่งแรกที่ผู้ประกอบการต้องทำความเข้าใจคือ “จีนไม่ใช่ตลาดเดียว” แต่เป็นตลาดขนาดมหึมาที่มีประชากรกว่า 1,400 ล้านคน และมีความหลากหลายทั้งด้านภูมิศาสตร์ วัฒนธรรม รายได้ และพฤติกรรมผู้บริโภค แต่ละมณฑลมีลักษณะเฉพาะแตกต่างกันไม่ต่างจากหลายประเทศรวมอยู่ในประเทศเดียว การใช้กลยุทธ์ทางธุรกิจแบบเดียวกันทั่วประเทศจึงอาจไม่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน จีนได้เปลี่ยนบทบาทจาก “โรงงานของโลก” หรือฐานการผลิตต้นทุนต่ำ สู่การเป็นหนึ่งในผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก ภายใต้แนวคิด High-Quality Development ที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน เพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศ และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีคุณภาพและยั่งยืน
นอกจากนี้ จีนยังเร่งผลักดันแนวคิด New Quality Productive Forces หรือกำลังการผลิตคุณภาพใหม่ ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคต อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) Big Data เทคโนโลยีควอนตัม ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ รถยนต์ไร้คนขับ และเศรษฐกิจการบินต่ำ (Low-altitude Economy)
โดยตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจน ได้แก่ การพัฒนาเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงที่สามารถวิ่งได้ถึง 600 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตลอดจนการนำโดรนมาใช้ในเชิงพาณิชย์อย่างแพร่หลาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม
“จีนเป็นประเทศที่มีการเมืองนำเศรษฐกิจ การติดตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจีนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะนโยบายเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อทิศทางการค้า การลงทุน และมาตรฐานสินค้าในอนาคต ปัจจุบันจีนกำลังผลักดันการบริโภคภายในประเทศให้เป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานการผลิตและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะกลายเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายสำหรับสินค้าและบริการจากต่างประเทศ รวมถึงไทยในระยะต่อไป” นายไพจิตร กล่าว
ทั้งนี้ ท่ามกลางกำลังซื้อที่แข็งแกร่งของผู้บริโภคจีน การเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของตลาดถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จในการขยายธุรกิจ หนึ่งในเทรนด์ที่น่าจับตามองคือการเติบโตของตลาดสุขภาพและความงาม ซึ่งได้รับแรงหนุนจากกระแสการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพ เครื่องสำอาง และสินค้าดูแลผิวพรรณมีแนวโน้มเติบโตสูง นับเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยที่มีจุดแข็งด้านคุณภาพและความน่าเชื่อถือ
โดยอีกหนึ่งตลาดที่กำลังได้รับความสนใจคือ “Sleep Economy” หรือเศรษฐกิจการนอน ซึ่งเติบโตตามวิถีชีวิตที่เร่งรีบและระดับความเครียดของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น สินค้าที่ช่วยส่งเสริมคุณภาพการนอน เช่น หมอนยางพาราและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพการนอนของไทย จึงยังมีศักยภาพในการขยายตลาดได้อีกมาก
สำหรับสินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะผลไม้ไทย แม้ยังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคจีนอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องพัฒนานวัตกรรมด้านบรรจุภัณฑ์ การรักษาคุณภาพ และการสร้างภาพลักษณ์สินค้าให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์ขนาดเล็ก พกพาสะดวก หรือการนำเสนอสินค้าในรูปแบบที่ทันสมัยมากขึ้น เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความแตกต่างในตลาด
นอกเหนือจากสินค้าแล้ว ไทยยังมีจุดแข็งสำคัญด้าน Soft Power ทั้งอาหาร การท่องเที่ยว อุตสาหกรรมบันเทิง งานสร้างสรรค์ และภาคบริการ ซึ่งได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคจีนมาอย่างต่อเนื่อง หลายบริษัทจีนมองว่าคนไทยมีศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์และการสื่อสารการตลาด จึงอาจเป็นโอกาสสำคัญสำหรับธุรกิจบริการของไทยในอนาคต
อย่างไรก็ดี แม้ตลาดจีนจะเต็มไปด้วยโอกาสทางธุรกิจ แต่ผู้ประกอบการไทยยังต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายหลายด้าน โดยเฉพาะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เช่น การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ซึ่งควรดำเนินการตั้งแต่ก่อนเข้าสู่ตลาด เพื่อป้องกันปัญหาการสวมรอยแบรนด์หรือการจดทะเบียนล่วงหน้าโดยบุคคลอื่น
ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญคือ การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากผู้ประกอบการจีน ซึ่งปัจจุบันไม่ได้แข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว แต่แข่งขันด้วยนวัตกรรม คุณภาพ และความรวดเร็วในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องสร้างมูลค่าเพิ่ม พัฒนาสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง พร้อมติดตามการเปลี่ยนแปลงของตลาดอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
ด้าน นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SMEs มากกว่า 3.1 ล้านราย แต่มีเพียงประมาณ 1% เท่านั้นที่สามารถก้าวสู่การเป็นผู้ส่งออกได้ ขณะที่ผู้ส่งออก SMEs ซึ่งคิดเป็นเกือบ 80% กลับมีสัดส่วนมูลค่าการส่งออกเพียง 10% ของประเทศ สะท้อนว่าการขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศยังเป็นความท้าทายสำคัญของผู้ประกอบการไทยจำนวนมาก
ดังนั้น เพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว EXIM BANK จึงพัฒนาหลักสูตร EXIM 2X โดยมีเป้าหมายไม่เพียงถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงทฤษฎี แต่ยังมุ่งเปิดโลกทัศน์ สร้างเครือข่าย และติดอาวุธทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการไทยสามารถก้าวสู่ตลาดต่างประเทศได้อย่างมั่นใจ ตลอดหลักสูตร ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้ตั้งแต่การเข้าถึงแหล่งเงินทุน การบริหารความเสี่ยงทางการค้าระหว่างประเทศ การป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน กลยุทธ์การตลาดส่งออก การประยุกต์ใช้ AI สำหรับธุรกิจส่งออก แนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนตามหลัก ESG ตลอดจนกฎระเบียบและพิธีการศุลกากรที่จำเป็นสำหรับการค้าระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม Business Matching การศึกษาดูงาน และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ เพื่อสร้างเครือข่ายและต่อยอดโอกาสทางธุรกิจในระดับสากล
“ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ EXIM BANK พร้อมทำหน้าที่ ‘Export Co-pilot’ เคียงข้างผู้ประกอบการไทยในทุกช่วงของการเติบโต ทั้งด้านเงินทุน การบริหารความเสี่ยงจากผู้ซื้อในต่างประเทศ การป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน การขยายตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ ตลอดจนการสร้าง Export Ecosystem ร่วมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยก้าวสู่เวทีการค้าโลกได้อย่างมั่นคง แข่งขันได้ และเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต” นายชลัช กล่าว

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 มิ.ย. 69)





