
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยภาพรวมแนวโน้มกลุ่มอุตสาหกรรมไทยในช่วงไตรมาส 2/69 พบหลายอุตสาหกรรมยังมีทิศทางขยายตัวต่อเนื่อง จากแรงหนุนทั้งตลาดส่งออก ความต้องการภายในประเทศ และนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ
ขณะที่บางกลุ่มอุตสาหกรรมยังต้องเผชิญความท้าทายจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น การขาดแคลนวัตถุดิบ การแข่งขันจากสินค้านำเข้า รวมถึงกำลังซื้อที่ชะลอตัว
สำหรับแนวโน้มอุตสาหกรรมในไตรมาส 2/69 สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มขยายตัว และกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยง ดังนี้
1. กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มขยายตัว พบว่ามีปัจจัยสนับสนุนจาก 3 ด้านหลัก ได้แก่
- 1.1 การขยายตัวของตลาดต่างประเทศ : ส่งผลบวกต่ออุตสาหกรรมที่มีศักยภาพด้านการส่งออก ได้แก่ อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์, เครื่องปรับอากาศ, อาหารและเครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์ยาง โดยได้รับอานิสงส์จากคำสั่งซื้อและความต้องการสินค้าในตลาดโลกที่ยังขยายตัว
- 1.2 ความต้องการภายในประเทศที่เติบโต : ช่วยผลักดันการเติบโตของอุตสาหกรรม ได้แก่เครื่องสำอาง, ยา, เครื่องมือแพทย์ และน้ำมันปาล์ม จากพฤติกรรมผู้บริโภคและความต้องการสินค้าในประเทศที่เพิ่มขึ้น
- 1.3 นโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ : เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้กับอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ ประกอบด้วย ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), เครื่องจักรกลและระบบอัตโนมัติ, เทคโนโลยีชีวภาพ, พลังงานหมุนเวียนและการจัดการเพื่อสิ่งแวดล้อม และอุตสาหกรรมดิจิทัล โดยเฉพาะ Data Center ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มีโอกาสเติบโตในระยะยาว
2. กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยง ต้องเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกและต้นทุน ได้แก่
- 2.1 กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิตสูง ประกอบด้วย ปูนซีเมนต์, เหล็ก, อะลูมิเนียม, เซรามิก, หลังคา และแก้ว โดยมีแรงกดดันจากราคาพลังงาน ราคาวัตถุดิบ และค่าขนส่งที่อยู่ในระดับสูง
- 2.2 กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนวัตถุดิบ ได้แก่ พลาสติก, เคมีภัณฑ์ (ปุ๋ย) และการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์
- 2.3 กลุ่มที่เผชิญการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูก ประกอบด้วย สิ่งทอ, เครื่องนุ่งห่ม, ผลิตภัณฑ์หนัง, รองเท้า และเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งได้รับแรงกดดันจากสินค้าต่างประเทศที่เข้ามาแข่งขันด้านราคา
- 2.4 กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อและภาคท่องเที่ยวที่ชะลอตัว ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ และหัตถกรรมสร้างสรรค์ เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคและจำนวนนักท่องเที่ยวยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นตัว
ปัจจัยสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมไทยในช่วงต่อจากนี้ ประกอบด้วย 5 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่
- การส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่เติบโตต่อเนื่อง
- การส่งออกที่ยังขยายตัวในระดับสูง
- มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท
- มาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม เช่น มาตรการผ่อนคลาย LTV และโครงการ Quick Big Win เพื่อช่วย SMEs เข้าถึงสินเชื่อ
- แนวโน้มเครดิตประเทศไทยที่ยังมีเสถียรภาพ
ปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม ได้แก่
- ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อ
- แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวสูงขึ้น
- การขยายตัวของสินค้านำเข้า
- ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ทั้งภาคก่อสร้าง ภาคการผลิต และภาคเกษตร
- ความกังวลต่อภาวะซูเปอร์เอลนีโญในช่วงกลางปี 69
“ภาคอุตสาหกรรมไทยยังมีโอกาสเติบโตในหลายกลุ่ม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับตลาดโลก เทคโนโลยี และเศรษฐกิจสีเขียว ขณะเดียวกันผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัวต่อปัจจัยเสี่ยง ทั้งด้านต้นทุน ห่วงโซ่อุปทาน และการแข่งขัน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว” นางพิมพ์ใจ กล่าว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 มิ.ย. 69)





