IATA เตือนค่าตั๋วเครื่องบินยังสูงอีกนาน เหตุวิกฤตพลังงานลากยาว

สมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) เตือนว่า ค่าโดยสารเครื่องบินมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้ เนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยังคงส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลาง

มารี โอเวนส์ ทอมเซน รองประธานอาวุโสด้านความยั่งยืนและหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ IATA กล่าวว่า สถานการณ์ราคาพลังงานในปัจจุบันสะท้อนวิกฤตการกลั่นที่มีอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะปะทุขึ้น โดยกำลังการกลั่นทั่วโลกที่กระจายตัวไม่สมดุล ทำให้หลายภูมิภาค โดยเฉพาะยุโรป ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงในระดับสูง

ทอมเซนประเมินว่า ราคาน้ำมันยังมีแนวโน้มยืนในระดับสูงต่อไปอีกระยะ และอาจต้องใช้เวลานานกว่าที่น้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) จะกลับลงมาใกล้ระดับ 60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เหมือนช่วงต้นปี

ข้อมูลล่าสุดของ IATA คาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานจะแตะระดับ 152 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในปี 2569 เพิ่มขึ้นจากระดับต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ในปี 2568 ขณะที่ราคาล่าสุดในช่วงสิ้นเดือนพ.ค. อยู่ที่ 141.64 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ทอมเซนกล่าวเพิ่มเติมว่า สายการบินจำเป็นต้องปรับขึ้นค่าโดยสารในระดับที่สามารถสะท้อนต้นทุนและรักษาสภาพคล่อง ซึ่งโดยทั่วไปอุตสาหกรรมมักรับภาระต้นทุนน้ำมันราวครึ่งหนึ่ง และส่งผ่านอีกครึ่งหนึ่งไปยังผู้โดยสารผ่านค่าโดยสารที่ปรับเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน เอเลนอร์ บัดส์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเชื้อเพลิงและการกลั่นทั่วโลกของเอสแอนด์พี โกลบอล (S&P Global) มองว่า ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นอีกในช่วงฤดูร้อนที่การเดินทางพุ่งสูง รวมไปถึงความต้องการใช้น้ำมันเบนซินที่เพิ่มขึ้นในช่วงมหกรรมกีฬาระดับโลกอย่างฟุตบอลโลก ส่งผลให้โรงกลั่นต้องหันไปเพิ่มกำลังการผลิตเชื้อเพลิงรถยนต์ ซึ่งจะทำให้ซัพพลายเชื้อเพลิงอากาศยานตึงตัวมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม หลังผ่านช่วงฤดูร้อน ราคามีแนวโน้มทรงตัวตามอุปสงค์ที่ชะลอลงและการฟื้นตัวของสต็อกเชื้อเพลิง แต่ราคายังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี

บัดส์ยังชี้ว่า แม้ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดได้ในอนาคต ราคาน้ำมันจะไม่ปรับลดลงทันที เนื่องจากต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4–5 เดือนในการฟื้นระบบโลจิสติกส์ การผลิต และซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน

ในแง่ของผลกระทบด้านการตลาดต่อสายการบิน รายงานระบุว่า ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดของสายการบินในภูมิภาคตะวันออกกลางบนเส้นทางยุโรป–เอเชีย ลดลงจาก 26% เหลือ 13% ขณะที่สายการบินเอเชียแปซิฟิกเพิ่มขึ้นจาก 37% เป็น 45%

อย่างไรก็ตาม วิลลี วอลช์ ผู้อำนวยการใหญ่ IATA มองว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นเพียงผลกระทบระยะสั้น และเมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ สายการบินตะวันออกกลางจะสามารถฟื้นส่วนแบ่งตลาดกลับมาได้ ซึ่งเป็นการมองต่างจากทอมเซนที่เชื่อว่า การช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดเดิมอาจทำได้ยากขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมผู้โดยสารเปลี่ยนไปแล้ว และต้องใช้ทั้งเวลาและต้นทุนจำนวนมากในการดึงความต้องการกลับคืน

นอกจากนี้ วอลช์ยังแสดงความกังวลต่อความล่าช้าในการส่งมอบเครื่องบินและเครื่องยนต์ โดยระบุว่าเป็นปัจจัยที่ดันต้นทุนน้ำมันและค่าซ่อมบำรุงของสายการบินให้สูงขึ้น พร้อมกระทบต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานในภาพรวม และถือเป็นปัญหาที่ไม่ควรเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมการบินปัจจุบัน

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 มิ.ย. 69)