ทั่วอาเซียนยังเผชิญแนวโน้มเงินเฟ้อสูง หลังสงครามอิหร่านส่อเค้าไม่จบง่าย

แรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อยังคงสร้างความยากลำบากอย่างต่อเนื่องให้กับประเทศต่าง ๆ ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยผู้บริโภคต้องแบกรับภาระค่าครองชีพสูง ซึ่งเป็นผลกระทบสืบเนื่องมาจากปัญหาการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันในตะวันออกกลาง

ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนพ.ค. 2569 พุ่งสูงขึ้น 6.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ว่าจะชะลอตัวลงจากระดับ 7.2% ในเดือนเม.ย. แต่ตัวเลขดังกล่าวยังคงสูงกว่าเป้าหมายที่ธนาคารกลางกำหนดไว้เป็นอย่างมาก

ขณะเดียวกัน ตัวเลขเงินเฟ้อในเวียดนามและอินโดนีเซียต่างขยายตัวในอัตราที่เร็วขึ้นในเดือนพ.ค. โดยดัชนี CPI ของเวียดนาม พุ่งสูงขึ้น 5.6% ส่วนอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 3%

ในส่วนของประเทศไทย อัตราเงินเฟ้อชะลอตัวลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 2.7% ใกล้เคียงกับเดือนเม.ย. ซึ่งอยู่ที่ 2.89%

ทั้งนี้ นับตั้งแต่สงครามในอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา รัฐบาลหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างพยายามออกมาตรการอุดหนุนราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลเพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางกลับยืดเยื้อกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้ ทำให้หลายประเทศต้องเผชิญกับผลกระทบต่าง ๆ รวมถึงการอ่อนค่าของสกุลเงิน ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการคลัง ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้จะยิ่งส่งผลให้ราคาสินค้านำเข้าปรับตัวสูงขึ้นไปอีก

สถานการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับการประมาณการของสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน+3 (AMRO) ซึ่งได้ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อของภูมิภาคในปี 2569 เป็น 1.8% จากเดิมที่คาดไว้ 1.4% ซึ่งสะท้อนถึงผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อกว่าที่ประเมินไว้

ในรายงานทบทวนแนวโน้มเศรษฐกิจกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน+3 (ASEAN+3 Regional Economic Outlook – AREO) ประจำเดือนมิ.ย. 2569 ซึ่งเผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว AMRO ระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ล่วงเข้าสู่เดือนที่ 4 นั้นถือว่ายาวนานกว่าที่ประเมินไว้ในตอนแรกว่าจะยุติลงได้ภายในเวลา 2 เดือน ส่งผลให้ต้นทุนด้านพลังงาน สินค้าโภคภัณฑ์ และค่าขนส่งโลจิสติกส์พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง ขณะที่ปริมาณการจัดหาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเริ่มตึงตัวขึ้น นอกจากนี้ ยังเริ่มเห็นสัญญาณการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานในกลุ่มวัตถุดิบภาคอุตสาหกรรม เช่น ฮีเลียม กำมะถัน และปุ๋ย แม้ว่าในภาพรวมจะยังไม่เกิดการหยุดชะงักรุนแรงในตลาดวงกว้างก็ตาม

ตง เหอ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ AMRO ระบุว่า “ต้นทุนพลังงานและการขนส่งที่สูงขึ้นกำลังส่งผ่านไปยังอัตราเงินเฟ้อ และเพิ่มแรงกดดันต่อห่วงโซ่อุปทานในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งหากความขัดแย้งยังคงยืดเยื้อต่อไป แรงกดดันเหล่านี้อาจขยายวงกว้างขึ้นและกลายเป็นปัจจัยฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจในภูมิภาคได้”

ทั้งนี้ คาดว่าต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบภาคอุตสาหกรรมที่สูงขึ้น ประกอบกับความไม่แน่นอนด้านมาตรการภาษีศุลกากรที่ยังคงดำเนินอยู่ จะส่งผลกระทบต่อประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคไม่เท่ากัน โดยกลุ่มประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานสุทธิและพึ่งพาวัตถุดิบที่ได้รับผลกระทบ จะต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทายที่รุนแรงกว่า

รายงานยังระบุด้วยว่า ระยะเวลาและความรุนแรงของความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงเป็นความเสี่ยงระยะสั้นที่เด่นชัดที่สุดต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ โดยกลุ่มประเทศอาเซียน+3 ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ อาจต้องเผชิญกับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจชะงักงันและเงินเฟ้อสูง (Stagflation) อย่างรุนแรงหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางแย่ลงกว่าเดิม

ทั้งนี้ ภายใต้สถานการณ์เลวร้ายที่สุด ในกรณีที่ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยพุ่งสูงขึ้นไปอยู่ที่ 125 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในปี 2569 และปัญหาการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานแย่ลงไปอีก อาจส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นเป็น 3.5% ซึ่งหากไม่นับรวมช่วงปีที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตัวเลขดังกล่าวจะถือเป็นอัตราเงินเฟ้อของภูมิภาคที่สูงที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ

“ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ มาตรการตอบสนองเชิงนโยบายจำเป็นต้องมีความยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วตามผลกระทบที่เปลี่ยนแปลงไป” เหอกล่าวเสริม “การให้ความช่วยเหลือในระยะสั้นควรเป็นไปอย่างตรงจุดและเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว ขณะที่ความพยายามในระยะยาวควร มุ่งเน้นไปที่การสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน และการบูรณาการความร่วมมือภายในภูมิภาค”

ทั้งนี้ AMRO ยังได้ปรับทบทวนการคาดการณ์ CPI ปี 2569 ของ 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยจะขยายตัว 2.9% เพิ่มขึ้นจากตัวเลขคาดการณ์เมื่อเดือนเม.ย. ที่ 1.1%

ขณะที่คาดว่าเงินเฟ้อฟิลิปปินส์จะขยายตัว 6.0% จากเดิมที่คาดไว้ 3.9% พร้อมปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อเวียดนามเป็น 4.4% จากเดิม 3.8% และอินโดนีเซียเป็น 3.4% จากเดิม 2.8%

ส่วนเงินเฟ้อสิงคโปร์ คาดว่าจะขยายตัว 2.5% ในปีนี้ จากเดิมที่คาดไว้เมื่อเดือนเม.ย.ว่าจะขยายตัว 1.8% ขณะที่คงคาดการณ์ตัวเลขเงินเฟ้อมาเลเซียที่ 2.0%

สำหรับกัมพูชา คาดว่าเงินเฟ้อจะขยายตัว 4.5% จากเดิมคาด 2.9%, ลาว 9.0% จากเดิม 7.8% ขณะที่คงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อเมียนมาที่ 24.0%

นอกจากนี้ AMRO ยังคาดการณ์เงินเฟ้อบรูไนว่าจะขยายตัว 1.2% ในปีนี้ เพิ่มขึ้นจากตัวเลขคาดการณ์เดือนเม.ย. ที่ 0.9%

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 มิ.ย. 69)