KKP ชี้ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดส่งสัญญาณ ศก.เปลี่ยนทิศแนะถอดบทเรียนอินโดฯ ฟันธง ธปท.ตรึงดอกเบี้ย

นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เศรษฐกิจไทยกำลังส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง หลังจากดุลบัญชีเดินสะพัด และดุลการค้าที่เคยเกินดุลอย่างแข็งแกร่งก่อนหน้านี้ เริ่มเปลี่ยนทิศมาเป็นการเกินดุลที่ลดลง และเริ่มเห็นการขาดดุลในระยะสั้น ซึ่งเป็นปัจจัยชั่วคราวจากภาวะราคาน้ำมันตลาดโลกที่อยู่ในระดับสูง จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง

โดยคาดการณ์ว่า อาจจะได้เห็นการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในช่วงไตรมาส 2 ปีนี้ ที่ประมาณ 2% ต่อจีดีพี และเชื่อว่าการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในปีนี้จะไม่ขึ้นไปถึงระดับ 3-4% โดย ณ สิ้นปีอาจมียอดขาดดุลเพียงเล็กน้อย เพราะประเมินว่าทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกมีโอกาสทยอยปรับลดลง

สำหรับในเดือนเม.ย.69 ที่ไทยมียอดขาดดุลการค้าแตะระดับ 1 หมื่นล้านดอลาร์ ซึ่งถือว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์นั้น มองว่าไม่น่ากังวล เนื่องจากมีผลกระทบหลักมาจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ซึ่งเชื่อว่าเป็นปัจจัยชั่วคราว และเมื่อสงครามในตะวันออกกลางคลี่คลาย ราคาน้ำมันก็จะเข้าสู่ภาวะปกติ ดังนั้นการขาดดุลการค้าในระดับสูงนี้ จึงเป็นสถานการณ์ในระยะสั้นเท่านั้น

เปิดต้นเหตุขาดดุลการค้าสูง

นายพิพัฒน์ มองว่า การขาดดุลการค้าที่อยู่ในระดับสูง อาจมาจาก 3 ประเด็น คือ

1. การสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของไทยเอง เนื่องจากโครงสร้างการผลิตในประเทศ ถูกทดแทนด้วยสินค้านำเข้า เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ ที่เดิมทีเน้นการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) แต่ในปัจจุบันเริ่มเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เน้นการนำเข้าสำเร็จรูป หรือนำเข้าชิ้นส่วนสำคัญมาประกอบ รวมไปถึงการถูกสินค้าต่างประเทศเข้ามาตีตลาดในหลากหลายอุตสาหกรรม

2. กระแสการลงทุนที่เริ่มเห็นสัญญาณการเข้ามามากขึ้น จากการอนุมัติการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น การเข้ามาของบิ๊กเทคระดับโลกอย่าง Microsoft, Google และ TikTok ที่ประกาศมูลค่าการลงทุนในไทยสูงถึง 29,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8 แสนล้านบาท)

“การลงทุนเหล่านี้ มักมากับ import content ค่อนข้างสูง มีการประมาณการว่า ดาต้าเซนเตอร์ อาจเห็นการนำเข้า 70-80% ของการลงทุน ซึ่งเราอาจได้ประโยชน์จริงจากการลงทุน 15-20% เท่านั้น … ดังนั้นพอมีการลงทุนมากขึ้น การนำเข้าจะสูงขึ้น ซึ่งนำไปสู่การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และการขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้น่ากลัวมาก เพราะเป็นการลงทุนผ่าน FDI ที่เมื่อ net แล้ว ถึงอย่างไรก็มีเงินเข้าประเทศ แค่เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัด และดุลการค้าของไทยลดลง” นายพิพัฒน์ ระบุ

3. เริ่มเห็นการนำเข้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าการส่งออกไปต่างประเทศ ซึ่งการนำเข้าที่เร่งตัวขึ้นนี้ ไม่ได้นำเข้ามาเพื่อผลิตและส่งออก แต่เป็นการนำเข้ามาบางส่วนเพื่อลงทุนใน data center ซึ่งมุมนี้ถือว่าเป็นข่าวดี จากที่ไทยขาดการลงทุนมานาน ซึ่งเมื่อมีการลงทุนเพิ่มขึ้น ก็อาจทำให้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และช่วยลดแรงกดดันเรื่องเงินบาทแข็งค่า ถือเป็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลง แต่ไม่ใช่ข่าวร้าย

นอกจากนี้ การที่ดุลบัญชีเดินสะพัด ในส่วนของดุลบริการที่แม้ภาคการท่องเที่ยวจะเริ่มฟื้นตัวแล้ว แต่ดุลบริการยังไม่สามารถกลับไปเกินดุลได้เหมือนเช่นในช่วงก่อนโควิด-19 นั้น อาจเป็นผลจากการที่ไทยต้องนำเข้าและมีการจ่ายค่าบริการทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในรูปของแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น YouTube Spotify Netflix

“เหล่านี้ ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างหลายประเด็น ที่ทำให้เราที่เคยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเยอะ แต่ขณะนี้ มีหลายจุดกำลังส่งให้เราเกินดุลบัญชีเดินสะพัดน้อยลง หรือเริ่มขาดดุลบัญชีเดินสะพัดด้วยซ้ำ และ เมื่อเทียบกับต่างประเทศแล้ว เราจ่ายค่าสินทรัพย์ทางปัญญาเกือบจะมากสุดในอาเซียน” นายพิพัฒน์ ระบุ

ทั้งนี้ แม้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย มีแนวโน้มจะเกินดุลลดลงนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ต้องกังวล เพราะปัจจุบันไทยยังดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยยังอยู่ในระดับที่เกินดุล และถึงแม้จะมีการคาดการณ์ว่าอาจจะลงไปขาดดุลบัญชีเดินสะพัดได้เล็กน้อย แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ต้องกังวลเหมือนในช่วงต้มยำกุ้ง ที่การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึงระดับ 7-8% ของ GDP ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูงมาก

จี้รัฐเข้มดูแลเสถียรภาพ แนะถอดบทเรียนจากอินโดฯ

นายพิพัฒน์ ระบุว่า การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป เพราะอาจเป็นโอกาสให้เงินบาทได้ปรับตัวอ่อนค่า หลังจากที่แข็งค่ามาต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยได้ ดังนั้น เมื่อเริ่มลงทุนมีการลงทุนมากขึ้น เริ่มเห็นการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดบ้าง ค่าเงินจะลดแรงกดดันของการแข็งค่าทางเดียว ก็อาจทำให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยเริ่มกลับมา ภาคส่งออก ภาคการค้า จะเริ่มกลับมาดีขึ้น

แต่ประเด็นสำคัญ คือ การดำเนินนโยบายจะต้องมีความระมัดระวังและคำนึงในเรื่องของเสถียรภาพมากขึ้น เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน หนี้สาธารณะสูงขึ้นจนปริ่มเพดาน อีกทั้งมีประเด็นเรื่องดุลบัญชีเดินสะพัดเข้ามา ซึ่งจะทำให้ต่างชาติจับตาการดำเนินนโยบายของไทยเพิ่มมากขึ้น ทั้งด้านการเงินและด้านการคลัง พร้อมแนะให้รัฐบาลถอดบทเรียนจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับประเทศอินโดนีเซีย คือ การใช้นโยบายที่ไม่ระมัดระวัง และขาดดุลบัญชีเดินสะพัดพร้อมกัน จนทำให้ตลาดขาดความเชื่อมั่น และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศในที่สุด

“สมัยก่อน นโยบายการเงิน นโยบายการคลัง เรามีเสถียรภาพเยอะ เราอยากจะลดดอกเบี้ยเท่าไร ก็ไม่ต้องแคร์มาก หรือจะขาดดุลการคลังอย่างไร ก็ไม่ได้แคร์มาก แต่พอเราขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เราอาจจะต้องพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งจะเป็นจุดอ่อนไหวมาก ต้องระมัดระวัง จับตาดูในแง่การดำเนินนโยบาย มีตัวอย่างจากอินโดฯ แล้วว่าเวลาที่ตลาดไม่เชื่อมั่น จะเห็นผลกระทบอย่างมาก” นายพิพัฒน์ ระบุ

ส่วนแนวโน้มดุลบัญชีเดินสะพัดที่อาจจะไม่ได้เกินดุลเหมือนในอดีตที่ผ่านมา จะมีผลต่อตลาดหุ้นไทย หรือนักลงทุนต่างชาติอย่างไรนั้น นายพิพัฒน์ มองว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดอาจไม่ได้มีผลต่อตลาดหุ้นโดยตรง เพียงแต่การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด เป็นเครื่องชี้ตัวหนึ่งว่าประเทศมีเสถียรภาพดี และเป็นปัจจัยหนึ่งที่เลือกจะเข้ามาลงทุน

“ประเด็นสำคัญคือ นลท.ส่วนใหญ่เป็นเจ้าหนี้ด้วย เขาอยากเอาเงินเข้ามาในพันธบัตรรัฐบาล มาลงทุนในตลาดหุ้น ถ้าวันไหนที่นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น ก็จะเห็นการเทขาย และได้รับผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และเสถียรภาพไปพร้อมกันได้…เราไม่ได้บอกว่าไทยแย่แล้ว แค่ชี้ให้เห็นว่ามีหลายจุดที่จะขยับให้ไทยจากที่เคยเป็นประเทศที่มีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่อง มาเป็นการเกินดุลน้อยลง หรือขาดดุลเล็ก ๆ ยังไม่ได้ หรือน่ากังวลกับ fund flow หรือมีผลกระทบใด ๆ แค่ชี้ให้เห็นว่ามีสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงบางเรื่อง” นายพิพัฒน์ ระบุ

คาด กนง.คงดอกเบี้ยนโยบายถึงกลางปี 70

สำหรับทิศทางดอกเบี้ยนโยบายนั้น นายพิพัฒน์ มองว่า จากที่ได้ฟังนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาแสดงความเห็นเมื่อสัปดาห์ก่อน ก็เชื่อว่า ธปท.จะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับปัจจุบันคือ 1% ไปจนถึงกลางปี 70

“จากที่ผู้ว่าฯ พูด ค่อนข้างชัดว่าถ้าทุกอย่างเป็นไปตามคาด เหตุการณ์ในตะวันออกกลางไม่แย่กว่านี้มาก ราคาน้ำมันอยู่แถวนี้ และจะเริ่มลดลงเมื่อสงครามมจบ เงินเฟ้อพีคไม่เกิน 4-5% แล้วค่อยลดลง ถ้าเป็นแบบนี้จริง เชื่อว่าดอกเบี้ย จะไม่มีความจำเป็นต้องปรับเพิ่มขึ้น” นายพิพัฒน์ กล่าว

อย่างไรก็ดี อาจจะมีเงื่อนไข 2-3 เรื่อง ที่ทำให้ ธปท.ต้องตัดสินใจปรับขึ้นดอกเบี้ย เช่น สถานการณ์แย่ไปจากที่คาดไว้ เงินเฟ้อแตะระดับที่ 8% เหมือนเช่นในช่วง 3-4 ปีก่อน หรือความกังวลที่จะส่งผ่านไปถึงการคาดการณ์เงินเฟ้อในระยะปานกลาง รวมถึงกรณีที่ธนาคารกลางของประเทศขนาดใหญ่ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายกัน ซึ่งอาจทำให้ประเทศไทยจะต้องใช้นโยบายดอกเบี้ยให้สอดคล้องกัน

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 มิ.ย. 69)