
น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้หารือกับคณะทำงาน Zero Corruption กกร. และเพื่อนไม่ทน เกี่ยวกับข้อเสนอให้พิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลำดับรองที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ ตามที่ได้นัดหมายไว้หลังการหารือกับภาคเอกชนเมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ นายปกรณ์ได้ให้ข้อมูลในเรื่องปริมาณกฎหมายไทย ที่มีการเข้าใจผิดกันว่า ถึง 100,000 ฉบับ แต่ข้อเท็จจริงมีพระราชบัญญัติกับกฎกระทรวงอยู่ 7,615 ฉบับเท่านั้น เพียงแต่กฎกระทรวงแต่ละฉบับกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่ประชาชนต้องปฏิบัติตามไว้หลายเรื่อง ซึ่งหลายเรื่องมีความซ้ำซ้อนกัน สร้างภาระและต้นทุนแก่ประชาชน
ดังนั้น คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งประกอบด้วยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย พร้อมเครือข่าย ได้เสนอให้แก้ไขกฎหมายลำดับรองที่เป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล
ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอให้ลดความซ้ำซ้อนของการแจ้งข้อมูลคนต่างด้าวระหว่างระบบคนเข้าเมืองกับระบบโรงแรม หรือข้อเสนอของกลุ่มค้าปลีกที่ได้เสนอให้ลดภาระการแจ้งข้อมูลต้นทุนการผลิตที่ละเอียดเกินความจำเป็น การปรับเกณฑ์ตรวจสุขภาพพนักงานให้เหมาะสม หรือ กลุ่มธุรกิจ Wellness เสนอให้มีการใช้นวัตกรรมและเครื่องมือที่ไม่ใช่เครื่องมือแพทย์ความเสี่ยงสูงได้คล่องขึ้น รวมถึงให้สถานพยาบาลใกล้กันใช้เครื่องมือร่วมกันได้ เพื่อลดต้นทุนซ้ำซ้อน
น.ส.รัชดา กล่าวว่า ในด้านเกษตรและอาหารแปรรูป ภาคเอกชนเสนอให้แก้ข้อจำกัดผังเมืองเพื่อให้ตั้งโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตรในพื้นที่สีเขียวใกล้แหล่งวัตถุดิบได้เพราะมีกระบวนการไม่ซับซ้อนและไม่ส่งผลกระทบต่อชุมชน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนขนส่งและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร
ส่วนภาคอุตสาหกรรมเสนอให้มีการประสานข้อมูลระหว่างหน่วยงานราชการเพื่อสร้างระบบเฝ้าระวังที่มีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้สินค้าด้อยคุณภาพทะลักเข้ามาขายให้แก่ผู้บริโภคไทย และเอาเปรียบผู้ผลิตไทยซึ่งผลิตสินค้าได้มาตรฐาน
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอด้านพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะการติดตั้ง Solar Cell ที่ปัจจุบันต้องขออนุญาตหลายหน่วยงาน ใช้เวลานานและมีต้นทุนสูง ภาคเอกชนเสนอให้ใช้ระบบใบอนุญาตหลัก หรือ Super License เพื่อลดขั้นตอนและเร่งการใช้พลังงานสะอาดทั้งภาคประชาชนและภาคอุตสาหกรรม
ทางด้านสมาคมธนาคารไทย เสนอให้รัฐเปิดเผยข้อมูลที่เป็น Trusted Source เพื่อใช้ตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัย ทุนเทา นอมินี บัญชีม้า และข้อมูลตัวตนของลูกค้าหลายประเภทที่ปัจจุบันยังตรวจสอบได้จำกัด รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐในรูปแบบที่เครื่องคอมพิวเตอร์อ่านได้ เพื่อช่วยให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อได้เร็วขึ้น
น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายปกรณ์ได้วางกรอบทำงานเร่งด่วน โดยให้สำนักงาน ก.พ.ร. เป็นเจ้าภาพตั้งคณะทำงานย่อยร่วมระหว่างภาครัฐกับ กกร. เพื่อพิจารณาข้อเสนอที่มีผลกระทบสูงและแก้ไขได้เร็วเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นผ่านระบบกลาง จากนั้นสรุปเป็นชุดกฎหมายลำดับรองที่จะเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาและมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการแก้ไขต่อไป ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีประมาณ 2 เดือน เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจเห็นการเปลี่ยนแปลงจริง ไม่ใช่เพียงรับเรื่องแล้วปล่อยให้เงียบหาย โดยมีเครื่องมือสำคัญคือการใช้พระราชบัญญัติอำนวยความสะดวกฯ เป็นกลไกเร่งรัด ลดใบอนุญาตซ้ำซ้อน ลดการใช้ดุลพินิจที่ไม่จำเป็น และปรับภาครัฐจากระบบควบคุมไปสู่ระบบอำนวยความสะดวก ตรวจสอบได้ และตอบโจทย์เศรษฐกิจปัจจุบัน
ทั้งนี้ นอกจากการแก้กฎหมายที่เป็นปัญหาปัจจุบันแล้ว ในระยะต่อไป นายปกรณ์ ยังเตรียมเชิญภาคเอกชนร่วมหารืออีกครั้งเพื่อมองเรื่องอนาคตประเทศ การทำงานร่วมกันจะไม่ใช่เพียงตามแก้ปัญหาที่สะสมมานาน แต่รัฐบาลกับเอกชนจะร่วมกันออกแบบกฎหมาย ระบบข้อมูล และโครงสร้างภาครัฐให้รองรับเศรษฐกิจใหม่ เทคโนโลยีใหม่ และเครื่องยนต์เศรษฐกิจของไทยในอีก 10-20 ปีข้างหน้า
“รองนายกฯ ปกรณ์ย้ำกับเอกชนระหว่างการหารือว่ารัฐบาล โดยดำริของนายกรัฐมนตรี ต้องการให้การปฏิรูปกฎหมายรอบนี้เห็นผลจริง ภายใน 2 เดือนต้องมีข้อเสนอชุดแรกเข้าสู่ ครม. และหลังจากนั้นต้องเดินหน้าต่อเนื่อง ทั้งการแก้ปัญหาธุรกิจวันนี้ และการวางรากฐานประเทศสำหรับอนาคต” น.ส.รัชดากล่าว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 มิ.ย. 69)





