
ธนาคารกลางยุโรป (ECB) กลายเป็นธนาคารกลางรายใหญ่แห่งแรกที่เริ่มปรับนโยบายการเงินเพื่อรับมือกับปัญหาราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้น โดยล่าสุดได้มีมติขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปเมื่อวันพฤหัสบดี (11 มิ.ย.) หลังจากตัวเลขเงินเฟ้อในภาพรวมทะยานเกิน 3% และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานซึ่งตัดปัจจัยราคาพลังงานที่มีความผันผวนออกไปแล้ว ก็ยังคงพุ่งสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ในระดับ 2% อยู่มาก
โยอาคิม นาเกิล ประธานธนาคารกลางเยอรมนี (Bundesbank) ได้แถลงในวันนี้ (12 มิ.ย.) ว่า ในการประชุมนโยบายการเงินครั้งถัดไปที่จะจัดขึ้นในเดือนก.ค.นั้น คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของ ECB จะยังคงเปิดกว้างสำหรับทุกแนวทาง และมีความพร้อมอย่างเต็มที่ที่จะดำเนินการเพิ่มเติมหากเห็นว่ามีความจำเป็น เพื่อสกัดกั้นไม่ให้วิกฤตราคาพลังงานซึ่งมีชนวนเหตุมาจากสงครามอิหร่านลุกลามขยายวงกว้างออกไป
นาเกิลซึ่งถือเป็นหนึ่งในตัวเต็งที่มีสิทธิ์ขึ้นดำรงตำแหน่งประธาน ECB ต่อจากคริสติน ลาการ์ด ในปีหน้านั้น อธิบายว่า การตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยเมื่อวันพฤหัสบดีถือเป็นขั้นตอนที่จำเป็น เนื่องจากปัจจุบันปัญหาเงินเฟ้อไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในหมวดพลังงานแล้ว แต่เริ่มส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังราคาสินค้าและบริการประเภทอื่น ๆ โดยเขามองว่าภาวะช็อกด้านอุปทานที่เกิดจากสงครามในแถบตะวันออกกลางครั้งนี้ มีความรุนแรงและยืดเยื้อเกินกว่าที่ผู้กำหนดนโยบายจะนิ่งเฉยหรือปล่อยผ่านไปได้ ซึ่งการแสดงจุดยืนที่เด็ดขาดของคณะกรรมการฯ ในครั้งนี้ จะช่วยสร้างความมั่นใจและป้องกันไม่ให้สาธารณชนรวมถึงภาคธุรกิจคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะพุ่งสูงจนหลุดกรอบการควบคุม
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับการหารือภายในเปิดเผยกับรอยเตอร์ก่อนหน้านี้ว่า แม้การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนก.ค.จะยังไม่ใช่แนวทางหลักที่คณะกรรมการตั้งเป้าไว้ตั้งแต่แรก แต่โอกาสในการปรับขึ้นดอกเบี้ยก็สามารถเกิดขึ้นได้ หากราคาพลังงานยังคงปรับตัวสูงขึ้นอีก หรือหาก ECB ต้องเผชิญกับตัวเลขเงินเฟ้อที่พุ่งสูงเกินความคาดหมายซ้ำอีกระลอก
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 มิ.ย. 69)





