
ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกเล็กน้อยในวันอังคาร (16 มิ.ย.) ต่อเนื่องจากการปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในวันจันทร์ หลังจากสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นที่อาจนำไปสู่การยุติสงครามระหว่างสองประเทศ และเปิดทางให้การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาดำเนินการได้อีกครั้ง
- ทั้งนี้ ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 636.00 จุด เพิ่มขึ้น 1.56 จุด หรือ +0.25%
- ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,447.27 จุด เพิ่มขึ้น 63.26 จุด หรือ +0.75%
- ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 24,910.41 จุด เพิ่มขึ้น 16.40 จุด หรือ +0.07% และ
- ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,494.21 จุด เพิ่มขึ้น 63.59 จุด หรือ +0.61%
ดัชนี STOXX 600 ปิดเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลังจากปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันจันทร์ (15 มิ.ย.) โดยดัชนีดังกล่าวปรับตัวขึ้นแล้วกว่า 7% นับตั้งแต่ต้นปี เทียบกับดัชนี S&P500 ของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น 10%
ราคาน้ำมันปรับตัวลงเป็นวันที่ 4 ติดต่อกัน ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกสำหรับยุโรปที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน โดยน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวใกล้ระดับ 82 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ช่วยบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อที่ก่อนหน้านี้ผลักดันให้ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางต่าง ๆ อาจต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม
กลุ่มอุตสาหกรรมที่มักได้รับประโยชน์ในช่วงที่เศรษฐกิจมีความแน่นอนมากขึ้นปรับตัวขึ้นได้ดีในยุโรป โดยกลุ่มสินค้าและบริการอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 1.1% ขณะที่กลุ่มธนาคารนำตลาดปรับตัวขึ้น 1.7%
ดัชนีกลุ่มหุ้นอุตสาหกรรมป้องกันประเทศปรับตัวขึ้นมากกว่า 1.3%
นักวิเคราะห์ระบุว่าหลายกลุ่มอุตสาหกรรมในยุโรปยังคงซื้อขายต่ำกว่าระดับก่อนเกิดสงคราม และคาดว่าจะมีการโยกย้ายเงินลงทุนเข้าสู่กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากความขัดแย้ง
นักวิเคราะห์กล่าวว่า หุ้นในกลุ่มวัฏจักรเศรษฐกิจกำลังกลับมามีแรงส่งมากขึ้น เช่น กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยและกลุ่มก่อสร้าง รวมถึงหุ้นขนาดเล็กของยุโรป
หุ้น UniCredit พุ่งขึ้น 4.2% หลังจากรัฐบาลเยอรมนีปฏิเสธข้อเสนอของธนาคารอิตาลีรายดังกล่าวในการเข้าซื้อหุ้นของ Commerzbank
ขณะเดียวกัน ความกังวลเกี่ยวกับบริษัทเทคโนโลยีที่พึ่งพาการระดมทุนผ่านหนี้เพิ่มขึ้นกลับมาอีกครั้ง ซึ่งเป็นปัจจัยที่เคยกระตุ้นแรงขายในตลาดโลกหลายครั้งนับตั้งแต่ปีที่ผ่านมา
หุ้น STMicroelectronics ร่วงลง 4.1% หลังประกาศแผนออกหุ้นกู้แปลงสภาพมูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้กลุ่มเทคโนโลยีในดัชนี STOXX 600 ปรับตัวลง 1.7%
ส่วนหุ้น Rathbones ดิ่งลง 17% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงระหว่างวันที่รุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ หลังบริษัทบริหารความมั่งคั่งแห่งนี้ประกาศระงับการรับลูกค้าใหม่เป็นเวลา 12 เดือน
ในสัปดาห์นี้ นักลงทุนจับตาการตัดสินใจกำหนดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โดยความเห็นของ เควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ อาจเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางตลาดการเงินทั่วโลก
ข้อมูลจาก LSEG แสดงให้เห็นว่า นักลงทุนยังคงคาดการณ์ว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งภายในสิ้นปีนี้ หลังจากปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเพื่อต่อสู้กับแรงกดดันด้านราคา
ด้านธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับสูงสุดในรอบ 31 ปีเมื่อวันอังคาร (16 มิ.ย.) เพื่อรับมือกับแรงกดดันด้านราคาที่เชื่อมโยงกับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 มิ.ย. 69)





