THAI ไม่ห่วงหุ้นเพิ่มทุนล็อตสุดท้ายพ้น Lock-up มั่นใจเสียบ SET50 ดึงสถาบันเข้า เก็ง Q3/69 ฟื้นรับไฮซีซั่นยุโรป

ผู้บริหาร บมจ.การบินไทย [THAI] เร่งพูดคุยทำความเข้าใจผู้ถือหุ้นในกลุ่มเจ้าหนี้ที่แปลงหนี้เป็นทุนก่อนที่จะพ้นระยะเวลาห้ามขายหุ้นล็อตสุดท้าย (Lock-up) ในวันที่ 3 ส.ค.นี้ แต่เชื่อว่าหลังหุ้น THAI ได้เข้า SET50 ที่จะปรับปรุงหุ้นที่เข้าคำนวณรอบใหม่รอบใหม่ในสัปดาห์นี้และจะมีผลในช่วงครึ่งปีหลัง จะช่วยดึงดูดนักลงทุนสถาบันเข้ามาถือหุ้นเพิ่มขึ้น

ขณะที่ทิศทางผลงานไตรมาส 2/69 เชื่อว่ายังประคองธุรกิจไปได้ดีแม้อาจต่ำกว่าไตรมาส 2/68 จากผลกระทบเหตุการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง แต่เชื่อว่าในไตรมาส 3/69 ผลงานจะฟื้นตัวรับไฮซีซั่นฝั่งยุโรป และราคาน้ำมันร่วงลงอย่างต่อเนื่องเป็นบวกกับธุรกิจที่ไม่ต้องแบกรับภาระต้นทุนสูงในช่วงครึ่งปีหลัง

อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่าสถานการณ์ยังไม่แน่นอน ทำให้ต้องตัดสินใจชะลอเพิ่มจุดบินใหม่ไตรมาส 3-4/69 หลังกลับมาเปิดจุดบินอัมสเตอร์ดัมตามแผนเดิมใน ก.คงนี้ และยืนยันไม่เล่นเกมดัมพ์ราคาเหมือนสายการบินอื่นเนื่องจากบริษัทมีกระแสเงินสดในมือแน่นกว่า 1 แสนล้านบาท

นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร THAI กล่าวกับ”อินโฟเควสท์”ว่า หุ้นในส่วนที่เจ้าหนี้แปลงหนี้เป็นทุนและติด Lock-up ล็อตสุดท้าย 75% หรือ 19.80 ล้านหุ้นนั้น ทางบริษัทได้พูดคุยกับทางเจ้าหนี้ไว้แล้ว แต่ไม่ได้พูดคุยกันมากเท่ากับหุ้นเพิ่มทุนล็อตแรกที่พ้น Lock-up 25% เมื่อ 3 ก.พ.69 เนื่องจากแนวโน้มหุ้น THAI แกว่งตัวมีเสถียรภาพมากขึ้นในช่วง 6-7 บาท/หุ้นหลังเกิดสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นราคาใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดสงคราม ขณะที่โบรกเกอร์ให้ราคาเหมาะสมในช่วง 6-12 บา จึงไม่ได้มองทางลบมากนัก

นอกจากนี้ คาดว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ใกล้ประกาศหุ้น THAI เข้ารอบจตำนวณในดัชนี SET50 ซึ่งจะมีผลในช่วงครึ่งปีหลัง จะทำให้นักลงทุนสถาบันเข้ามาลงทุนหุ้น THAI ได้มากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้ออกไปโรดโชว์ทั้งในและต่างประเทศ โดยล่าสุด เมื่อต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ได้มีสถาบันบางรายแสดงความสนใจที่จะเข้าลงทุนหุ้น THAI แล้ว

นายชาย ยังกล่าวว่า จากที่สงครามตะวันออกกลางได้แววยุติลง ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวลงมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดราคาน้ำมันอากาศยาน (Jet-A1) ลงมาที่ 110 เหรียญ/บาร์เรล จากที่เคยพุ่งขึ้นไปสูงถึงกว่า 200 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลในเดือน มี.ค.69 แต่ก็ยังถือว่าสูงกว่าก่อนเกิดสงครามที่อยู่ในระดับสูงกว่า 90 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งทำให้การบินไทยต้องลดเที่ยวบินลง โดยเดือน พ.ค.ลดลงไป 5% และเดือน มิ.ย.ลดลง 2%

แม้ว่าต้นทุนน้ำมันปรับขึ้นมา 2 เท่าจะกระทบต่อกำไร แต่ผลงานในไตรมาส 2/69 ถือว่าบริษัทสามารถเอาตัวรอดได้ แม้ผลประกอบการอาจต่ำกว่าไตรมาส 2/68 รวมถึงเป็นช่วงโลว์ซีซั่นด้วย แต่บริษัทไม่ได้เน้นการแข่งขันราคาตั๋วเหมือนกับที่สายการบินอื่นทีดัมพ์ราคาเพราะต้องการเงินสด เนื่องจากบริษัทมีกระแสเงินสดมากถึงกว่า 1 แสนล้านบาทจึงประคองตัวในช่วงสงครามได้ดีกว่า

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เดือน ก.ค.นี้ การบินไทยจะกลับมาบินปกติ และกลับมาเปิดจุดบินไปยังเมืองอัมสเตอร์ดัมของเนเธอร์แลนด์ในเดือนนี้ เช่นเดียวกับที่สายการบินคู่แข่งอย่างเวียดนามแอร์ไลน์ก็เปิดบินจุดนี้เช่นกัน แต่ THAI จะชะลอจุดบินโอ๊คแลนด์และจุดบินใหม่ 2-3 เมืองในจีนที่เคยมีแผนจะเปิดบินในไตรมาส 3-4 เนื่องจากเครื่องบินดีเลย์การส่งมอบออกไป 2-3 เดือน รวมถึงประเมินว่าฝั่งเอเชียเหนือ (จีน ญี่ปุ่น เกาหลี) Traffic ยังเพิ่มไม่มาก

บริษัทยังมั่นใจว่าผลประกอบการไตรมาส 3/69 น่าจะฟื้นตัวรับช่วงไฮซีซั่นของยุโรปช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค. ประกอบกับ การบินไทยอัดแคมเปญออกมาต่อเนื่องในไตรมาส 2 โดยเฉพาะโปรโมชั่น “Amsterdam & Beyond” บินตรงกรุงเทพฯ-อัมสเตอร์ดัม พร้อมทางเลือกเดินทางกลับจากเมืองต่าง ๆ ในยุโรปภายใต้บัตรโดยสารเดียว และ แคมเปญพิเศษ ‘MidYear Wander’ และ ‘TG Early Escape’ ชวนเที่ยวสุดคุ้มทั่วโลกตลอดครึ่งปีหลัง” โดยคาดว่าจะกระตุ้นอัตราบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) ในระยะไกลได้ราว 5% จะช่วยผลักดันรายได้ของบริษัทให้ดีขึ้น

และนอกจากจะมีแคมเปญต่างๆ ออกมาแล้ว การบินไทยก็ยังยึดแนวทางการขายตั๋วโดยสารแบบ Network

“กลยุทธ์เราตีกรรเชียงรักษาตัวรอดไปก่อน ชะลอทำการบินออกไปเมืองที่จะเปิดใหม่ ส่วนอัมสเตอร์ดัมเปิดตามเดิม เพราะ slot การบินที่ได้มาดีมากเมื่อเทียบกับคู่แข่ง เราบินทุกวัน ซึ่งตอนนี้ยอดจองดีพอสมควรในเที่ยวขากลับ แต่เที่ยวขาไปยังไม่ดี”นายชาย กล่าว

นายชาย ยังกล่าววา ในส่วนราคาน้ำมันจากที่บริษัทได้ทำประกันความเสี่ยง (Hedging) ไว้ระดับ 50% ของปริมาณน้ำมันที่ใช้ ที่จะสิ้นสุดในเดือนมิ.ย.นี้ และยังเหลือสัญญา Headging สัดส่วน 30% ถึงสิ้นปีนี้ ซึ่งก็ต้องหาจังหวะทำ Hedging เพิ่มเติมให้ได้ตามนโยบายที่วางไว้ระดับ 50%

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 มิ.ย. 69)