ทรัมป์-ปธน.อิหร่านลงนาม MOU ทางระบบดิจิทัลแล้ว ปิดฉากสงครามยืดเยื้อ

เอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน เปิดเผยในช่วงเช้าวันนี้ (18 มิ.ย.) ว่า ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ผู้นำอิหร่าน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ทางระบบดิจิทัลแล้ว โดยมีเป้าหมายเพื่อยุติสงครามระหว่างทั้งสองประเทศ

บากาอีกล่าวในระหว่างการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ IRIB ของรัฐบาลอิหร่านว่า เดิมทีนั้น พิธีลงนามดังกล่าวมีกำหนดจัดขึ้นแบบต่อหน้า ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในวันศุกร์นี้ (19 มิ.ย.)

“แต่ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา เราได้พิจารณาเรื่องนี้เพิ่มเติม และได้ข้อสรุปว่า ทางเลือกที่ดีกว่าคือการให้ประธานาธิบดีของทั้งสองประเทศลงนามในข้อตกลงผ่านระบบดิจิทัล” บากาอีกล่าว และระบุเพิ่มเติมว่า การลงนามทางดิจิทัลโดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองประเทศจะช่วยเพิ่มต้นทุนในกรณีที่มีการละเมิดข้อตกลง

นอกจากนี้ เขามองว่า การจัดพิธีเฉลิมฉลองนั้น “ยังไม่ค่อยเหมาะสมนัก” ในเวลานี้

บากาอียืนยันว่า การเจรจาระยะที่สองระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ มีกำหนดจะเริ่มต้นขึ้นที่สวิตเซอร์แลนด์ในวันศุกร์นี้ อย่างไรก็ดี เขากล่าวเสริมว่า “เรายังต้องรอดูว่าคู่เจรจาจะดำเนินการตามผลลัพธ์ผ่านทางคนกลางอย่างไรในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้”

ทั้งนี้ บากาอีเน้นย้ำว่า สำหรับอิหร่านแล้ว การหยุดยิงในเลบานอนนั้นเคยเป็นสิ่งสำคัญและยังคงมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการพักรบในอิหร่าน

ด้านนายกรัฐมนตรีเชห์บาซ ชารีฟ ผู้นำปากีสถาน ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และอิหร่านได้ลงนามใน MOU ทางระบบดิจิทัลแล้ว โดยจะมีผลบังคับใช้ในทันที ซึ่งในขั้นแรกนี้ อิหร่านจะกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซในทันที ขณะที่สหรัฐฯ จะยกเลิกการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านในทันทีเช่นกัน ทั้งนี้ เพื่อบรรเทาความตึงเครียดระหว่างสองประเทศ และขับเคลื่อนความพยายามไปสู่ข้อตกลงสันติภาพในวงกว้างต่อไป

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 28 ก.พ. อิสราเอลและสหรัฐฯ ได้ร่วมกันเปิดฉากโจมตีกรุงเตหะรานและเมืองอื่น ๆ ของอิหร่าน ซึ่งอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีเป้าหมายในอิสราเอล รวมถึงฐานทัพและทรัพย์สินของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง พร้อมทั้งยกระดับการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ โดยสั่งห้ามไม่ให้เรือที่เป็นของอิสราเอลและสหรัฐฯ หรือมีความเชื่อมโยงกับอิสราเอลและสหรัฐฯ แล่นผ่านช่องแคบแห่งนี้

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 มิ.ย. 69)