ทองสปอต-ฟิวเจอร์ไหลหลุด 4,000 ดอลลาร์ หลังดอลล์แข็ง-เก็งเฟดขึ้นดอกเบี้ยทุบราคา

ราคาทองคำในตลาดเอเชียยังคงปรับตัวลงในวันนี้ (25 มิ.ย.) โดยเคลื่อนไหวใกล้ระดับต่ำสุดในรอบกว่า 7 เดือน จากแรงกดดันของเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้นอีกครั้ง และการคาดการณ์ที่เพิ่มขึ้นว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม ส่งผลลบต่อทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย

ณ เวลา 09.17 น. ตามเวลาไทย ราคาทองคำตลาดสปอตลดลง 0.7% มาอยู่ที่ 3,970.47 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำล่วงหน้าของสหรัฐฯ ลดลง 0.5% มาอยู่ที่ 3,990.90 ดอลลาร์สหรัฐ

ก่อนหน้านี้ในวันพุธ (24 มิ.ย.) ราคาทองคำได้ร่วงลงต่ำกว่าระดับสำคัญ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2568 และยังสะท้อนแนวโน้มขาลงต่อเนื่อง โดยราคาปรับตัวลดลงแล้วเกือบ 30% จากจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนม.ค. ที่ระดับ 5,595.46 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์

แรงกดดันต่อทองคำยังมาจากเงินดอลลาร์สหรัฐที่ยังคงเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 13 เดือน หลังปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง 6 วันติดต่อกัน โดยได้แรงหนุนจากการคาดการณ์ว่าเฟดอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงปลายปีนี้

ข้อมูลจาก CME FedWatch ระบุว่า ตลาดปรับตัวรับโอกาสราว 1 ใน 3 สำหรับการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนก.ค. และมีความเป็นไปได้ 66% ที่จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยภายในเดือนก.ย.

ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นทำให้ทองคำซึ่งซื้อขายในสกุลดอลลาร์สหรัฐมีราคาสูงขึ้นสำหรับผู้ซื้อในต่างประเทศ ขณะเดียวกันอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นยังทำให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำสูงขึ้นด้วย เนื่องจากทองคำไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย

นักวิเคราะห์จาก ING ระบุว่า ความอ่อนแอของทองคำสะท้อนการเปลี่ยนจุดโฟกัสของตลาด จากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย ไปสู่ผลกระทบของอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นและภาวะการเงินที่ตึงตัวมากขึ้น

นอกจากนี้ การปรับตัวลงของทองคำยังสะท้อนการประเมินความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยใหม่ หลังความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เริ่มคลี่คลาย จากความคืบหน้าในการผลักดันข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน และราคาน้ำมันที่ปรับลดลง ซึ่งช่วยลดค่าพรีเมียมความเสี่ยงที่เคยหนุนราคาทองคำก่อนหน้านี้

ขณะเดียวกัน นักลงทุนกำลังจับตาการเปิดเผยข้อมูลดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ของสหรัฐฯ ในวันนี้ (25 มิ.ย.) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงินต่อไป

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 มิ.ย. 69)