
ธนาคารเจพีมอร์แกน (JPMorgan) ปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนีคอมโพสิตตลาดหุ้นเกาหลีใต้ (KOSPI) ณ สิ้นปีเป็น 12,500 จุด จากเดิม 9,000 จุด โดยมองว่าการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการขยายการลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Center) ยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญของตลาด แม้ความผันผวนในตลาดภายในประเทศจะเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม
เจพีมอร์แกนระบุในวันนี้ (25 มิ.ย.) ว่า เกาหลีใต้ยังคงเป็นตลาดที่ได้รับความชื่นชอบมากที่สุดในภูมิภาค โดยเป้าหมายใหม่ของ KOSPI สูงกว่าระดับปิดเมื่อวานนี้ (24 มิ.ย.) เกือบ 48%
นอกจากนี้ ธนาคารยังประเมินกรณีเชิงบวก (Bull Case) ว่า ดัชนี KOSPI มีโอกาสปรับตัวขึ้นแตะ 15,000 จุดภายในสิ้นปี 2569
KOSPI ถือเป็นดัชนีหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในโลกในปี 2569 หลังพุ่งขึ้นมากกว่า 100% โดยได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปของเกาหลีใต้
บริษัท เอสเค ไฮนิกซ์ (SK Hynix) และ บริษัท ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ (Samsung Electronics) เป็นหัวใจสำคัญของการปรับตัวขึ้นดังกล่าว เนื่องจากทั้งสองบริษัทได้รับประโยชน์อย่างมากจากอุปสงค์ชิปหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งจากอุตสาหกรรม AI
เจพีมอร์แกนมองว่า แนวโน้มดังกล่าวจะยังคงดำเนินต่อไป โดยการเติบโตของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI รวมถึงภาคอุตสาหกรรม จะช่วยหนุนตลาดหุ้นเกาหลีใต้เพิ่มเติม ขณะที่ผลบวกดังกล่าวมีแนวโน้มส่งผ่านไปยังกลุ่มสถาบันการเงิน และได้รับแรงสนับสนุนจากการปฏิรูปด้านธรรมาภิบาลที่กำลังดำเนินอยู่
รายงานของเจพีมอร์แกนยังระบุว่า ผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีที่มีส่วนร่วมในการขยายศูนย์ข้อมูล AI มีขนาดใหญ่จนเริ่มส่งผลต่อเศรษฐกิจมหภาคอย่างมีนัยสำคัญ โดยช่วยเพิ่มความมั่งคั่งให้กับภาคธุรกิจ ภาคครัวเรือน และภาครัฐ
อย่างไรก็ตาม ธนาคารเตือนว่า แรงขายจากนักลงทุนต่างชาติที่มีความจำเป็นต้องขายหุ้นออกมา รวมถึงความผันผวนของตลาด มีแนวโน้มจะยังคงกดดันตลาดในช่วงหลายเดือนข้างหน้า
เจพีมอร์แกนระบุว่า นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นเกาหลีใต้ [KOSPI.X] ไปแล้วเป็นมูลค่าสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 9.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐนับตั้งแต่ต้นปี 2569 พร้อมมองว่าตลาดหุ้นเกาหลีใต้กำลังเผชิญผลกระทบจากความสำเร็จของตัวเอง หลังการปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงได้ดึงดูดแรงขายทำกำไรจากนักลงทุนต่างชาติ
แม้เช่นนั้น เจพีมอร์แกนยังเชื่อว่านักลงทุนรายย่อยยังมีศักยภาพในการเข้าซื้อหุ้นได้อีกมาก ซึ่งอาจกลายเป็นปัจจัยหนุนให้ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปรับตัวขึ้นต่อในช่วงที่เหลือของปีนี้ได้ต่อไป
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 มิ.ย. 69)





