
เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (Frasers Property) เปิดเผยว่า TCC Group Investments Limited บริษัทลงทุนซึ่งเป็นของบุตรทั้ง 5 คนของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี มหาเศรษฐีอันดับสองของไทย จะเข้าซื้อสินทรัพย์กลุ่มโรงแรมมูลค่า 1.1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (848 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) จากทางเฟรเซอร์ส ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ตระกูลสิริวัฒนภักดีมีอำนาจควบคุม
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ระบุในเอกสารวันนี้ (25 มิ.ย.) ว่า การขายหุ้น 63% ในสินทรัพย์ 5 แห่ง ซึ่งรวมถึงโรงแรมในสิงคโปร์และญี่ปุ่น เป็นส่วนหนึ่งของแผนการปรับปรุงพอร์ตโฟลิโอ มูลค่า 2.1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งได้รับโอนมาจาก เฟรเซอร์ส ฮอสปิตัลลิตี้ ทรัสต์ (Frasers Hospitality Trust หรือ FHT) หลังจากที่ทรัสต์ดังกล่าวได้รับการเพิกถอนออกจากตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX) เมื่อวันที่ 6 ต.ค. ปีที่แล้ว
ปัจจุบัน นายเจริญและครอบครัวเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โดยมีสัดส่วนหุ้นที่หมุนเวียนในตลาด (Free Float) อยู่ที่ประมาณ 11% ทั้งนี้ บุตรทั้ง 5 คนของนายเจริญ ซึ่งรวมถึงนายปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และนายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการบริษัท ร่วมเป็นเจ้าของพอร์ตสินทรัพย์กลุ่มโรงแรมดังกล่าวอยู่แล้วผ่านทางบริษัทลงทุน
เคลวิน ตัน หัวหน้าฝ่ายควบรวมและซื้อกิจการอสังหาริมทรัพย์ของดีบีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (DBS Group Holdings) ซึ่งเป็นที่ปรึกษาในดีลนี้ ระบุว่า ก่อนหน้านี้ได้มีการติดต่อผู้ซื้อรายอื่นอย่างไม่เป็นทางการ แต่ไม่มีผู้สนใจเนื่องจากเงื่อนไขด้านราคา และข้อกำหนดของเฟรเซอร์สที่ต้องการเป็นผู้บริหารจัดการสินทรัพย์ต่อไป ซึ่งผู้ซื้อ (กลุ่มสิริวัฒนภักดี) มองว่าผลประโยชน์ที่เฟรเซอร์สได้รับจากดีลนี้ จะส่งผลดีกลับมายังพวกเขาในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท
ด้านนาย ชู เลียง ลู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน กล่าวว่า นายปณตและผู้มีส่วนได้เสียรายอื่น ๆ ได้ถอนตัวออกจากการตัดสินใจในครั้งนี้ โดยให้คณะผู้บริหารและกรรมการท่านอื่นเป็นผู้ดำเนินการเพื่อความโปร่งใส ซึ่งธุรกรรมดังกล่าวจะช่วยลดภาระในงบดุล (Balance Sheet) ของบริษัท นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนจะแยกสินทรัพย์มูลค่า 300 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เพื่อขายตามโอกาสที่เหมาะสมภายใน 2 ปีข้างหน้า
ทั้งนี้ ธุรกรรมดังกล่าวคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนก.ย. และต้องได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นรายย่อย โดยหลังจากมีข่าวนี้ ราคาหุ้นของบริษัทพุ่งขึ้นสูงสุดประมาณ 4.70% ก่อนจะปรับตัวลดลงเล็กน้อยและปิดตลาดที่บวก 2.80%
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 มิ.ย. 69)





