THAI-คมนาคม ยกเครื่องมาตรการคุมเข้มลูกเรือ ป้องกันเกิดเหตุซ้ำรอย

ประธานบอร์ด THAI สั่งด่วนให้ผู้บริหารทบทวนกฎระเบียบ เพิ่มความเข้มงวดหลังเกิดเหตุลูกเรือถูกจับที่ออสเตรเลียข้อหาขนยาเสพติด ยังไม่ด่วนสรุปรอผลสอบสวนก่อน ชี้เสียหายภาพลักษณ์บินไทยและประเทศ หวั่นกระทบการเดินทางของคนไทยไปออสเตรเลีย ขณะที่กระทรวงคมนาคม จี้ CAAT ยกเครื่องมาตรการตรวจลูกเรือในการรับฝากหรือหิ้วสิ่งของข้ามแดน เรียกหารือ AOT สายการบิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางมาตรการเข้มข้น ที่ผ่านมาเน้นตรวจวัตถุระเบิดมากกว่า

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการ บมจ. การบินไทย [THAI] กล่าวถึงกรณีลูกเรือของสายการบินไทยถูกจับกุมตัวในข้อหาลักลอบขนยาเสพติดประเภทเฮโรอีนที่ประเทศออสเตรเลียว่า ยอมรับว่าเรื่องดังกล่าวอาจส่งผลกระทบสำหรับลูกเรือ หรือคนไทยที่จะเดินทางเข้าออสเตรเลียในอนาคต และเรื่องนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพลักษณ์ของบริษัท รวมถึงชื่อเสียงของประเทศไทยด้วย

ทั้งนี้ ในส่วนของกระบวนการทางกฎหมายนั้นให้ดำเนินไปตามขั้นตอน โดยเฉพาะเรื่องการหาข้อเท็จจริงให้ชัดเจนว่าเรื่องนี้ความจริงเป็นอย่างไร โดนหลอกหรือไม่ได้โดนหลอกให้ถือไป เรื่องนี้ในส่วนของการบินไทยได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงแล้ว ดังนั้นจึงอยากให้รอความชัดเจนก่อน ซึ่งเชื่อว่าจะใช้เวลาไม่นาน

นอกจากนี้ ได้สั่งการให้ฝ่ายบริหารไปเร่งทบทวนเกี่ยวกับกฎ เกณฑ์ และระเบียบต่าง ๆ ของบริษัทในปัจจุบัน โดยเฉพาะเมื่อมีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ว่ากฎเกณฑ์ และระเบียบต่าง ๆ ของบริษัทยังมีความเหมาะสมดีอยู่หรือไม่กับสถานการณ์ปัจจุบัน หรือมีความจำเป็นจำต้องเพิ่มความเข้มข้นในส่วนไหน เรื่องไหน เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก เพราะเป็นเรื่องที่เสียภาพลักษณ์ทั้งของบริษัท และเสียชื่อประเทศไทย

“หลักเกณฑ์หรือกฎระเบียบเรื่องพวกนี้เรามีอยู่แล้ว ตอนนี้สั่งการให้ฝ่ายบริหารที่รับผิดชอบกลับไปดูว่ากฎระเบียบในปัจจุบันเหมาะสมหรือไม่ มีความหละหลวมตรงไหน หรือจะต้องมีการปรับปรุงส่วนไหนให้มีความเป็นปัจจุบันมากขึ้น หรือต้องเพิ่มความเข้มข้นในส่วนไหน เพื่อป้องกันไม่ให้เรื่องพวกนี้เกิดขึ้นอีก เพราะมันก็ไม่ได้เกิดมานานแล้ว ส่วนเคสนี้ก็ต้องไปพิสูจน์ข้อเท็จจริงกันต่อไป” นายลวรณ กล่าว

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ การบินไทย ระบุว่า ได้มีการตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และสอบทางวินัยเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวทันที โดยได้ข้อสรุปใน 7 วัน และหากกระบวนการสรุปออกว่าเป็นความจริง ก็จะดำเนินการลงโทษสูงสุดด้วยการเลิกจ้าง

*คมนาคมให้ กพท. ยกเครื่องมาตรการตรวจลูกเรือ

นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม ให้ติดตามกรณีลูกเรือสายการบินของไทยถูกทางการออสเตรเลียจับกุม หลังตรวจพบสารเสพติดซุกซ่อนอยู่ในสัมภาระที่นำเข้าประเทศ พร้อมขอให้สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) หรือ กพท. ประสานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อยกระดับมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ

จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่า ลูกเรือรายดังกล่าวเดินทางปฏิบัติหน้าที่ในเที่ยวบินจากประเทศไทยไปยังนครเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ปลายทางเรียกตรวจและพบว่ามีการนำถุงผ้าจำนวนหนึ่งจากประเทศไทยเข้าไป โดยภายในซุกซ่อนสารเสพติดไว้ ปัจจุบันลูกเรือถูกควบคุมตัวเพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีของศาลออสเตรเลีย

นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า ตามมาตรฐานการรักษาความปลอดภัย ลูกเรือทุกคนต้องผ่านการตรวจค้นเช่นเดียวกับผู้โดยสารทั่วไป แม้ว่าที่สนามบินของไทยจะมีช่องทางพิเศษเพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกเรือผ่านขั้นตอนตรวจค้นได้รวดเร็วขึ้น แต่ยังคงต้องผ่านการตรวจทั้งตัวบุคคลและสัมภาระตามมาตรฐานสากล

ทั้งนี้ การตรวจค้นของสนามบินมุ่งเน้นการค้นหาวัตถุอันตราย อาวุธ หรือวัตถุระเบิดที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของอากาศยานเป็นหลัก โดยเจ้าหน้าที่ได้รับการฝึกอบรมและใช้อุปกรณ์ตามมาตรฐาน ซึ่งสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยจะเข้าตรวจประเมินระบบเป็นระยะ

สำหรับการลักลอบนำเข้าสิ่งผิดกฎหมาย เช่น ยาเสพติด สัตว์ พืช หรือสิ่งของต้องห้ามอื่น ๆ สนามบินจะประสานการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ศุลกากรและหน่วยงานด้านปราบปรามยาเสพติด เพื่อสนับสนุนข้อมูลข่าวสารและร่วมตรวจสอบเพิ่มเติม หากเจ้าหน้าที่พบสิ่งต้องสงสัย โดยที่ผ่านมา ระบบดังกล่าวสามารถตรวจจับการกระทำผิดได้อย่างต่อเนื่อง แม้อาจไม่ได้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจมากนัก

นายภัทรพงศ์ ระบุว่า กรณีนี้ลูกเรือได้ผ่านการตรวจตามขั้นตอนของสนามบินต้นทางแล้ว แต่เนื่องจากการตรวจด้านความปลอดภัยส่วนใหญ่จะเน้นค้นหาวัตถุอันตรายต่อการบิน ประกอบกับการซุกซ่อนสารเสพติดเป็นไปอย่างแนบเนียน จึงอาจหลุดรอดจากการตรวจได้ ขณะที่เมื่อเดินทางถึงปลายทาง เจ้าหน้าที่ออสเตรเลียมีการตรวจค้นเพื่อสกัดการลักลอบนำเข้าสารเสพติดและของผิดกฎหมายโดยตรง จึงสามารถตรวจพบได้

รมช.คมนาคม กล่าวทิ้งท้ายว่า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะเดียวกันอีก ตนได้หารือและแจ้งกับ พล.อ.อ.มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ขอให้เชิญสายการบิน AOT หน่วยงานด้านศุลกากร และหน่วยงานปราบปรามยาเสพติด เพื่อกำหนดมาตรการเพิ่มเติม รวมทั้งการเข้มงวดกับลูกเรือในการรับฝากหรือรับหิ้วสิ่งของ การยกระดับการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างหน่วยงาน และเพิ่มการประสานงานด้านการข่าว เพื่อให้สามารถตรวจจับความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยต้องดำเนินการควบคู่กับการรักษามาตรฐานการให้บริการผู้โดยสารไม่ให้ได้รับผลกระทบเกินความจำเป็น

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 มิ.ย. 69)