ธปท.ชี้ พ.ค.ยังขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่อง เหตุบ.ต่างชาติส่งกลับกำไร มองแนวโน้มทั้งปีสมดุล

นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจและการเงินไทยเดือนพ.ค.69 ในภาพรวมอยู่ในภาวะค่อนข้างทรงตัวเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า แม้จะเป็นเดือนที่สองที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่สถานการณ์เริ่มมีสัญญาณคลี่คลายในเชิงบวก โดยเฉพาะราคาน้ำมันเฉลี่ยที่ปรับลดลงเมื่อเทียบกับเดือนเม.ย.

ด้านดุลบัญชีเดินสะพัด เดือนพ.ค. ขาดดุลลดลงเหลือ 6,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเดือนก่อนหน้าที่ขาดดุล 7,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากเป็นช่วงที่บริษัทต่างชาติส่งกลับกำไร และเงินปันผลออกไปต่างประเทศ ประมาณ 3,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

“ดุลบัญชีเดินสะพัด ขาดดุล 6,400 ล้านดอลลาร์ เป็นดุลการค้าขาดดุล 2,600 ล้านดอลลาร์ ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ขาดดุลถึง 6,800 ล้านดอลลาร์ จากดุลพลังงานน้อยลง มีปริมาณนำเข้าน้ำมันน้อยลง หลังจากเร่งไปในเดือนก่อนหน้าแล้ว ซึ่งดุลบัญชีเดินสะพัดควรดีกว่านี้ ถ้าไม่มีการส่งกลับกำไร และเงินปันผล” นางปราณี ระบุ

โดยคาดว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มปรับดีขึ้น จากปริมาณการนำเข้าน้ำมันที่ไม่เร่งเหมือนช่วงที่ผ่านมา และมีเพียงพอต่อความต้องการ ประกอบกับราคาน้ำมันปรับลดลงหลังจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางคลี่คลายขึ้น, การพ้นฤดูกาลส่งกลับกำไรของบริษัทต่างชาติในไทย และการเข้าฤดูท่องเที่ยวช่วงปลายปี จึงทำให้แนวโน้มดุลบัญชีเดินสะพัดอาจสมดุล หรือติดลบเล็กน้อยสิ้นปีนี้

นางปราณี กล่าวว่า ธปท. ติดตามสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์อย่างใกล้ชิด และได้ขยายเวลาการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ออกไปอีก 1 ปี จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2570 และล่าสุด คณะรัฐมนตรีขยายเวลามาตรการลดค่าจดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพย์ และค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์เหลือ 0.01% ต่ออีก 1 ปี เพื่อช่วยประคับประคองการฟื้นตัวของภาคอสังหาฯ

ทั้งนี้ เห็นว่าการแก้ไขปัญหาตลาดอสังหาริมทรัพย์ให้เกิดความยั่งยืน เป็นเรื่องที่ต้องช่วยให้คนมีรายได้มั่นคงเพิ่มขึ้น เพราะการกู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ เป็นการกู้ระยะยาว ถ้ามีความต่อเนื่องระยะยาว ทำให้ครัวเรือนกู้ได้ดี ตลาดอสังหาฯ จะสามารถฟื้นตัวได้อย่างมั่นคง

ส่วนด้านอุปสงค์พบว่า การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากการซื้อ และลงทุนในหมวดยานพาหนะ โดยเฉพาะรถยนต์ EV ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงในช่วงก่อนหน้า ทำให้ผู้บริโภคหันมาสนใจรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ยังคงปรับลดลงต่อเนื่องจากความกังวลเรื่องค่าครองชีพ และผลกระทบของสงครามที่มีต่อราคาสินค้า

ขณะที่ในเดือนพ.ค. มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 2.3 ล้านคน เพิ่มขึ้น 7.5% จากเดือนก่อน โดยมีกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน และมาเลเซีย เป็นแรงขับเคลื่อนหลักจากอานิสงส์ของวันหยุดยาว ส่วนกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกล เช่น ยุโรป และตะวันออกกลาง เริ่มฟื้นตัวตามจำนวนเที่ยวบินที่กลับมาให้บริการ อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวกลุ่มอาเซียน (ไม่รวมมาเลเซีย) ปรับลดลงเนื่องจากการลดเที่ยวบินของสายการบินต้นทุนต่ำ และค่าครองชีพที่สูงขึ้น

ด้านมูลค่าการส่งออก (ไม่รวมทองคำ) ปรับลดลง โดยเฉพาะในหมวดอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องประดับ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเร่งส่งออกไปก่อนหน้านี้ และมาตรการจำกัดการนำเข้าของอินเดีย ที่กระทบต่อกลุ่มเครื่องประดับ สอดคล้องกับดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ลดลง 0.3% โดยเฉพาะการผลิตรถกระบะ และแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ดี การส่งออกสินค้าเกษตรอย่างทุเรียน และมังคุดไปจีน ยังคงขยายตัวได้ดี

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 มิ.ย. 69)