ฉลุย! มติสภาฯ 288:119 ผ่านงบปี 70 วาระแรก ตั้งกมธ. 72 คน

ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรลงมติรับหลักการร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ด้วยคะแนน เห็นชอบ 288 เสียง ไม่เห็นชอบ 119 เสียง งดออกเสียง 86 เสียง พร้อมตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจำนวน 72 คน เพื่อพิจารณารายละเอียดของร่างกฎหมายในวาระต่อไป

 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศภายใต้กรอบงบประมาณปี 2569 ที่ถูกตั้งไว้ก่อนหน้า ซึ่งมีงบประมาณอยู่อย่างจำกัดและมีการขาดดุลสูงถึง 4.4% ของ GDP ซึ่งเกินกว่ามาตรฐานสากล จนบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Rating Agencies) ได้ออกมาแจ้งเตือนแนวโน้มในทางลบ (Negative Outlook) ว่าหากยังขาดดุลในระดับนี้ ประเทศไทยอาจถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลง โดยเศรษฐกิจยังเติบโตต่ำเพียง 1 – 2% และยังต้องเผชิญกับวิกฤตพลังงานโลก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชน ขณะที่งบประมาณปี 2569 มีจำกัด ไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้อย่างเต็มที่ ยิ่งไปกว่านั้น อัตราเงินเฟ้อได้ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 2.8 – 2.9% หลังจากผ่านพ้นภาวะเงินเฟ้อติดลบ ประกอบกับราคาฝั่งผู้ผลิต (Producer Price Index) ที่สูงขึ้นเกือบ 10% ทำให้ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ซึ่งไม่มีเงินออม ทำให้ต้องลดการบริโภคและเผชิญกับความยากลำบาก รัฐบาลจึงจำเป็นต้องดำเนินทุกวิถีทางเพื่อดูแลวิกฤตปากท้อง ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณนี้ จึงตัดสินใจออกพระราชกำหนด เพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน การออกพระราชกำหนดนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการเยียวยาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสูงที่สุดเป็นอันดับต้น ๆ ในอาเซียนและเอเชีย

หากไม่ปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานในขณะที่สงครามยังไม่สิ้นสุด ราคาพลังงานจะทรงตัวในระดับสูงและส่งผลกระทบระยะยาวต่อดุลบัญชีเดินสะพัด (ซึ่งสะท้อนรายรับ-รายจ่ายเงินตราต่างประเทศ) ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา (เม.ย.-พ.ค.) ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่เคยเกินดุลมาตลอดกลับพลิกมาขาดดุลเกือบ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 500,000 ล้านบาท เนื่องจากค่าน้ำมันที่แพงขึ้น หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไปโดยไม่แก้ไข ต้นทุนค่าครองชีพจะยิ่งสูงขึ้นและระบบการเงินของประเทศจะเสียหาย จึงต้องออกพระราชกำหนดเพื่อแก้ไขปัญหานี้ผ่าน โครงการไทยช่วยไทย พลัส

ขณะเดียวกัน รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดให้มากขึ้น สำหรับงบประมาณปี 2570 จึงเป็นการตอบโจทย์ทั้งการวางวิสัยทัศน์ระยะปานกลาง การรักษาเสถียรภาพระยะสั้น และการดูแลช่วยเหลือประชาชนจากวิกฤตพลังงานไปพร้อมกับการขับเคลื่อนประเทศในระยะยาว ซึ่งรัฐบาลได้หารือกับสำนักงบประมาณ เพื่อปรับปรุงแนวทางการตั้งงบประมาณในอดีต ที่มักจะตั้งงบรายจ่ายไว้ไม่เต็มจำนวนแล้วไปใช้เงินคงคลัง ซึ่งทำให้ขาดความโปร่งใส  ในวันนี้รัฐบาลเลือกที่จะ “เปิดแผล” ให้เห็นสถานการณ์ที่แท้จริงอย่างชัดเจน โดยเปิดเผยข้อมูลต่าง ๆ ผ่านระบบที่โปร่งใส ที่สามารถสืบค้นและนำไปวิเคราะห์ต่อได้

โดยในปีนี้ เมื่อเปิดเผยภาระผูกพันและงบประมาณทั้งหมดอย่างโปร่งใส ได้ปรับลดสัดส่วนการขาดดุลลงจาก 4% เหลือ 3.9% ส่งผลให้บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับมุมมองต่อประเทศไทยดีขึ้น และไม่ลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ ซึ่งช่วยให้ภาคธุรกิจไทยมีต้นทุนการกู้ยืมที่ไม่แพงขึ้น และปกป้องแรงงานไทยไม่ให้ได้รับผลกระทบ

โดยยอมรับว่าสถานะทางการคลังของประเทศในปัจจุบันมีความตึงตัว รัฐบาลจึงต้องเน้นความโปร่งใสและตัดลดงบประมาณสวัสดิการที่ซ้ำซ้อน รวมถึงนำงบประมาณที่เคยผูกพันไว้ในอดีตขึ้นมาแสดงให้ครบถ้วนเพื่อทำการจัดสรรใหม่ ส่งผลให้งบลงทุนในปีนี้ลดลงไปประมาณ 70,000 ล้านบาท และงบรายจ่ายประจำสูงขึ้น ซึ่งเกิดจากการนำภาระค่าใช้จ่ายเดิมที่ไม่เคยเปิดเผยขึ้นมาเข้าระบบ เพื่อให้เกิดวินัยทางการเงินและร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้ชดเชยส่วนดังกล่าวด้วยการเพิ่มงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ จากประมาณ 240,000 ล้านบาท ขึ้นเป็น 270,000 ล้านบาท โดยเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ยิ่งไปกว่านั้น โดยยังเปิดโอกาสให้เอกชนร่วมลงทุน (PPP) ในโครงการพลังงานสะอาด ปรับปรุงกฎระเบียบให้สามารถซื้อขายพลังงานสะอาดได้โดยตรง (Direct PPA) เพื่อช่วยลดต้นทุนพลังงานให้แก่ประชาชน

“ผมไม่ใช่หมอที่สร้างวาทกรรมเก่ง แต่ต้องการผ่าตัดปัญหางบประมาณ ปีที่แล้วเราขาดดุล 4.4% จึงวางแผนการคลังระยะปานกลาง เพื่อลดการขาดดุลลงเหลือ 3% ในปี 2572 ปีนี้เปิดเผยแผลทั้งหมด ตั้งเป้าลดขาดดุลจาก 4.4% เหลือ 3.9% เพื่อสร้างความยั่งยืนทางการคลัง” นายเอกนิติ กล่าว

โดย รฐฦ/รัชดา คงขุนเทียน