ภาวะตลาดหุ้นไทย: ปิดพุ่ง 17.72 จุดยืนแกร่งเหนือ 1,600 จุด ไฮรอบ 3 ปี อานิสงส์บอนด์ยีลด์ร่วง-ฟันด์โฟลว์ลุยหุ้นใหญ่

SET ปิดที่ 1,611.28 จุด เพิ่มขึ้น 17.72 จุด (+1.11%) มูลค่าซื้อขาย 80,492.88 ล้านบาท นักวิเคราะห์ฯ เผยหุ้นไทยพุ่งแตะจุดสูงสุดในรอบ 3 ปี รับอานิสงส์บอนด์ยีลด์ร่วงหลังตัวเลขภาคแรงงานสหรัฐต่ำคาด ขณะเดียวกันเงินทุนต่างชาติไหลเข้าหุ้นใหญ่ต่อเนื่อง มองตลาดยังเป็นลักษณะสลับกลุ่มเล่น (Sector Rotation) สัปดาห์หน้าคาดตลาดแกว่งไซด์เวย์รอลุ้นคำวินิจฉัย พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้านบาท และตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ

ตลาดหุ้นไทย [SET.X] วันนี้ปิดที่ 1,611.28 จุด เพิ่มขึ้น 17.72 จุด (+1.11%) มูลค่าซื้อขาย 80,492.88 ล้านบาท

การซื้อขายวันนี้ดัชนีปรับตัวขึ้น โดยทำจุดสูงสุดที่ 1,621.19 จุด และจุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,598.30 จุด

ส่วนหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงวันนี้ เพิ่มขึ้น 354 หลักทรัพย์ ลดลง 114 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 197 หลักทรัพย์

นายภูวดล ภูสอดเงิน ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บล.บัวหลวง เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวขึ้นต่อ และระหว่างวันขึ้นไปทำจุดสูงสุดบริเวณ 1,621 จุด ก่อนเผชิญแรงขายทำกำไรออกมาบ้างในช่วงท้ายตลาด แต่ยังปิดเหนือ 1,600 จุดได้และทำจุดสูงสุดในรอบ 3 ปี สอดคล้องกับบรรยากาศตลาดหุ้นภูมิภาคที่ส่วนใหญ่เป็นบวก 
 
แรงหนุนหลักมาจากหุ้นขนาดใหญ่กระจายตัวมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน อิเล็กทรอนิกส์ สื่อสาร และธนาคาร ได้แก่ DELTA, PTT, ADVANC, GULF, BAY, AOT, TRUE, GPSC, SCC และ BDMS ขณะที่กลุ่มพลังงานได้แรงซื้อกลับ โดยเฉพาะ PTT และ PTTEP แม้ราคาน้ำมันโลกยังทรงตัวในระดับต่ำ
 
ขณะที่หุ้นรายตัวที่เผชิญแรงขาย ได้แก่ BEM, KCE, ITC และหุ้นขนาดกลางบางตัว สะท้อนว่าตลาดยังอยู่ในจังหวะเลือกลงทุน ไม่ใช่ซื้อทั้งกระดาน และเป็นลักษณะ Sector Rotation
 
นอกจากนี้ เม็ดเงินจากต่างชาติยังคงไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยแรงซื้อต่างชาติเข้ามามากกว่าปกติ ก่อนหน้านี้ระหว่างเดือน ม.ค.-ก.พ. ซื้อไปกว่า 6 หมื่นล้านบาท และเริ่มขายสลับบ้างราว 4 หมื่นล้านบาทระหว่างทาง ก่อนจะเริ่มพลิกกลับมาซื้ออีกครั้งในเดือน มิ.ย. 

ประเมินกรอบดัชนี SET สัปดาห์หน้า แนวรับ 1,580 จุด และ แนวต้าน 1,640 จุด แนะติดตามการเปิดผยตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ อาทิ ตัวเลข PMI, FOMC Minutes ด้านปัจจัยในประเทศ แนะติดตามศษลรัฐธรรมนูญพิจารณา พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้านบาท (วันที่ 9 ก.ค.)

เพื่อให้สอดคล้องกับแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติ เราได้ปรับกลยุทธ์การลงทุนออกเป็น 2 ช่วงเวลา โดยในระยะแรกจะเน้นเก็งกำไรตาม Momentum ในหุ้นที่ฟันด์โฟลว์ไหลเข้าก่อน แม้ว่าราคาจะเริ่มแพงแล้วก็ตาม โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารอย่าง TCAP, SCB และ KKP ทว่าต้องตั้งจุด Trailing Stop ไว้เพื่อล็อกกำไรและจำกัดความเสี่ยง เนื่องจากมีจุดทดสอบสำคัญอยู่ที่การประกาศงบการเงินของ TISCO ในวันที่ 14 ก.ค. ซึ่งหากงบออกมาตึงตัว อาจนำไปสู่แรงขาย Sell-on-fact ได้

ทั้งนี้ หากเริ่มเห็นสัญญาณการสลับกลุ่มเล่น (Sector Rotation) แนะให้ปรับพอร์ตโยกเข้ากลุ่มอุปโภคบริโภคในประเทศที่ได้อานิสงส์จากภาวะ El Nino เป็นเป้าหมายถัดไป ได้แก่ กลุ่มเครื่องดื่ม (OSP, CBG, ICHI) และกลุ่มปศุสัตว์ (CPF, BTG, GFPT)

ด้านนายณัฐพล คำถาเครือ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับขึ้นสอดคล้องกับตลาดภูมิภาค เนื่องจาก Dollar Index และบอนด์ยีลด์อ่อนตัวลง ประกอบกับราคาน้ำมันยังทรงตัวส่งผลให้โอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ยมีน้อยลงหนุนตลาด Emerging Market ปรับตัวขึ้นได้ดี

โดยการปรับขึ้นวันนี้กระจายกลุ่ม อาทิ กลุ่มพลังงาน สื่อสาร อีกทั้งเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติยังไหลเข้าต่อเนื่อง

แนวโน้มสัปดาห์หน้าคาดดัชนีเคลื่อนไหว Sideways รอติดตามคำวินิจฉัยพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท หากไม่มีประเด็นลบ ดัชนีมีโอกาสปรับขึ้นต่อ ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศติดตามตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ รวมทั้งการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลาง

ประเมินกรอบแนวรับ 1,605 จุด และแนวต้าน 1,620 จุด

ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์

GULF มูลค่าการซื้อขาย 4,955.89 ล้านบาท ปิดที่ 63.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท

KBANK มูลค่าการซื้อขาย 4,098.59 ล้านบาท ปิดที่ 233.00 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง

PTT มูลค่าการซื้อขาย 3,649.58 ล้านบาท ปิดที่ 37.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.25 บาท

KTB มูลค่าการซื้อขาย 3,591.61 ล้านบาท ปิดที่ 40.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท

DELTA มูลค่าการซื้อขาย 3,526.53 ล้านบาท ปิดที่ 315.00 บาท เพิ่มขึ้น 3.00 บาท