
ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ประเมินว่า เอลนีโญ จะกระทบภาคเกษตรช่วงครึ่งหลังปี 69 ต่อเนื่องถึงครึ่งปีแรกของปี 70 ซึ่งจะทำให้ผลผลิตเกษตรเสียหายราว 6.2 หมื่นล้านบาท โดยข้าวเสียหายมากสุด ซึ่งผลผลิตที่ลดลงนี้ จะกดดันให้รายได้เกษตรกรในปี 69 มีแนวโน้มลดลงราว 8%
Krungthai COMPASS ระบุว่า ภาคเกษตรไทย มีแนวโน้มเป็นภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการกลับมาของปรากฏการณ์เอลนีโญในช่วงปี 69-70 มากที่สุด เนื่องจากเป็นภาคส่วนที่พึ่งพาทรัพยากรน้ำสูงถึง 3 ใน 4 ของการใช้น้ำทั้งหมดของประเทศและมีความเปราะบางต่อภาวะฝนทิ้งช่วง และภัยแล้งมากกว่าภาคเศรษฐกิจอื่น นอกจากนี้ ภาคเกษตรไทยยังมีข้อจำกัดด้านการปรับตัว เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นรายย่อย ที่มีศักยภาพในการบริหารจัดการน้ำ และลงทุนในระบบป้องกันความเสี่ยงค่อนข้างจำกัด และพื้นที่เพาะปลูกของไทยกว่า 80% ยังคงอยู่นอกเขตชลประทาน ทำให้ต้องพึ่งพาปริมาณน้ำฝนเป็นหลัก
*สัญญาณการกลับมาของ “เอลนีโญ”
หนึ่งในสัญญาณสำคัญที่บ่งชี้ว่า “เอลนีโญ” กำลังกลับมา คือ การที่ดัชนี Southern Oscillation Index (SOI) ปรับลดลงสู่ระดับติดลบต่อเนื่อง โดยล่าสุดในเดือนเม.ย. และพ.ค. 69 ดัชนี SOI อยู่ที่ -11 และ -14 ตามลำดับ หรือเฉลี่ยอยู่ที่ -13 สะท้อนว่าภาวะเอลนีโญเริ่มก่อตัวชัดเจนมากขึ้น
นอกจากนี้ อีกสัญญาณที่น่ากังวลคือความถี่ของการเกิดเอลนีโญที่เพิ่มขึ้น โดยก่อนเกิดเอลนีโญรุนแรงในปี 58-59 ไทยเคยเผชิญเอลนีโญในปี 52-53 หรือห่างราว 5 ปี แต่หลังจากนั้น เอลนีโญเกิดซ้ำในปี 62-63 และ 66-67 หรือเฉลี่ยทุก 3 ปี และล่าสุดในปี 69 หรือภายใน 2 ปี ส่งผลให้ภาคเกษตรมีเวลาฟื้นตัวน้อยลง
*ปริมาณน้ำใช้การได้ของไทยล่าสุด
ปริมาณน้ำในเขื่อนใช้การได้โดยรวมทั้งประเทศ เริ่มปรับตัวลงมาอยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะภาคกลาง โดยข้อมูล ณ 6 มิ.ย. 69 ปริมาณน้ำใช้การได้ของภาคกลางอยู่ที่ราว 28% ต่ำกว่าระดับวิกฤติ ซึ่งอยู่ที่ราว 30% สถานการณ์ดังกล่าวจะสร้างความเสี่ยงต่อผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญ โดยเฉพาะข้าว อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งข้าวนาปี จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดมากในช่วงปลายปี 69 รวมทั้งข้าวนาปรัง ที่เพาะปลูกในภาคกลางเป็นหลัก ที่จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดมากในช่วงครึ่งปีแรกของปี 70
*เอลนีโญรอบนี้จะกระทบเศรษฐกิจไทยผ่านช่องทางใด
เอลนีโญรอบนี้ อาจกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ผ่านผลกระทบต่อภาคเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป โดยผลกระทบหลักจะส่งผ่านสภาพอากาศที่แห้งแล้ง ซึ่งทำให้ปริมาณฝนและปริมาณน้ำใช้การอยู่ในระดับต่ำ กระทบการเพาะปลูก และผลผลิตของพืชหลายชนิด ขณะเดียวกัน เกษตรกรยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนปุ๋ยที่เพิ่มขึ้น จากสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งอาจทำให้เกษตรกรลดการใช้ปุ๋ยลง และยิ่งซ้ำเติมผลผลิตทางการเกษตรให้ปรับลดลงมากขึ้น
ผลกระทบดังกล่าว มีแนวโน้มส่งผ่านมายังเศรษฐกิจไทยผ่าน 2 ช่องทางสำคัญ ได้แก่ 1) รายได้ภาคเกษตรที่ลดลง จากปริมาณผลผลิตที่หดตัว ซึ่งจะกดดันกำลังซื้อ และการบริโภคของครัวเรือนเกษตร และ 2) ต้นทุนวัตถุดิบสินค้าเกษตรที่สูงขึ้น กระทบอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูป ซึ่งอาจผลักดันเงินเฟ้อหมวดอาหาร และลดกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยรวม ทั้งสองช่องทางจะกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในระยะถัดไป
*เอลนีโญรอบนี้กระทบแค่ไหน
Krungthai COMPASS ประเมินว่า เอลนีโญรอบนี้ จะสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรไทยราว 6.2 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 0.31% ของ GDP (กรณี Base Case) โดยคาดว่าจะเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 69 ต่อเนื่องถึงกลางปี 70 สอดคล้องกับการประเมินของ Columbia Climate School และองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ส่งผลให้ผลผลิตพืชเศรษฐกิจสำคัญลดลง โดยข้าวได้รับผลกระทบมากที่สุด คาดว่าผลผลิตจะหายไปราว 5.4 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 43,046 ล้านบาท รองลงมา คือ อ้อย 12.0 ล้านตัน มูลค่า 10,711 ล้านบาท และมันสำปะหลัง 3.1 ล้านตัน มูลค่า 8,098 ล้านบาท

*ผลผลิตที่ลดลงกระทบรายได้เกษตรกรแค่ไหน
รายได้เกษตรกรในปี 69-70 มีแนวโน้มลดลงจากปี 68 แต่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยช่วง 10 ปีย้อนหลัง จากผลผลิตที่ลดลงมากกว่าราคาที่เพิ่มขึ้น โดยดัชนีรายได้เกษตรกรในปี 69 คาดจะลดลงราว -8%YoY จากผลผลิตที่ลดลงมากกว่าราคาที่ปรับตัวขึ้น โดยเฉพาะข้าวที่ผลผลิตคาดว่าจะลดลงราว -18%YoY จากผลกระทบของเอลนีโญ ส่วนในปี 70 คาดลดลงต่อเนื่อง -2%YoY ซึ่งเกิดจากแรงกดดันทั้งด้านผลผลิต และราคาพร้อมกัน โดยเฉพาะผลผลิตอ้อยที่ลดลงราว -5%YoY จากผลของเอลนีโญ
*ธุรกิจโรงสี จะได้รับผลกระทบอย่างไร
ธุรกิจโรงสีมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันด้านความสามารถในการทำกำไรเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากภาวะภัยแล้งในช่วงครึ่งหลังปี 69 ที่ทำให้ผลผลิตข้าวลดลงและอุปทานข้าวเปลือกตึงตัว โดยคาดว่าปริมาณข้าวเปลือกที่เข้าสู่โรงสี จะลดลงราว 18% ส่งผลให้ต้นทุนรับซื้อข้าวเปลือกเพิ่มขึ้นประมาณ 10% จาก 7,305 บาทต่อตัน เป็นราว 8,000 บาทต่อตัน
ขณะที่ราคาขายส่งข้าวสารปรับเพิ่มได้เพียง 7% เนื่องจากถูกจำกัดด้วยการแข่งขันจากตลาดส่งออก ส่งผลให้ส่วนต่างกำไรถูกบีบตัวลง อีกทั้งต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ยังซ้ำเติมภาระต้นทุน โดยคาดว่าอัตรากำไรจากการดำเนินงานของโรงสีขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก จะลดลงจากปีก่อน -0.7% -0.6% และ -0.3% ตามลำดับ
Krungthai COMPASS ประเมินว่า ภาวะเอลนีโญที่มีแนวโน้มกลับมารุนแรงในช่วงครึ่งหลังปี 69 ต่อเนื่องถึงช่วงครึ่งแรกของปี 70 จะส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรไทยอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากภาคเกษตรเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีการใช้น้ำสูงถึง 3 ใน 4 ของการใช้น้ำทั้งหมดของประเทศ ขณะที่พื้นที่เพาะปลูกกว่า 80% อยู่นอกเขตชลประทาน และพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก จึงมีความเปราะบางต่อปัญหาภัยแล้งมากกว่าภาคเศรษฐกิจอื่น
ภาวะเอลนีโญ มีแนวโน้มสร้างความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญต่อภาคเกษตรไทย โดยเฉพาะการผลิตข้าว ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักและมีความเปราะบางต่อภัยแล้งสูง ส่งผลต่อรายได้เกษตรกร ความมั่นคงด้านวัตถุดิบ และห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรในวงกว้าง โดยคาดว่า 2 ใน 3 ของความเสียหายรวมจากพืชเศรษฐกิจสำคัญมาจาก ข้าว คิดเป็นมูลค่า 43,046 ล้านบาท สะท้อนว่าข้าวเป็นพืชที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด เนื่องจากเป็นพืชที่ต้องการใช้น้ำในปริมาณมาก และมีพื้นที่เพาะปลูกจำนวนมากอยู่ในเขตเสี่ยงภัยแล้ง โดยในกรณีฐานคาดว่าผลผลิตข้าวอาจลดลง 5.4 ล้านตัน
นอกจากส่งผลโดยตรงต่อผลผลิตข้าวแล้ว เอลนีโญยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรไทยที่พึ่งพาวัตถุดิบทางการเกษตร โดยเฉพาะธุรกิจโรงสีข้าว ซึ่งมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนมากขึ้น จากภาวะผลผลิตข้าวตึงตัวและปริมาณวัตถุดิบที่ลดลง ขณะที่ความสามารถในการปรับขึ้นราคาขาย ยังมีข้อจำกัดจากการแข่งขันในตลาดส่งออก และตลาดโลก ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการลดลง โดยคาดว่าอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (OPM) ของโรงสีขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก จะลดลงจากปีก่อน -0.7% -0.6% และ -0.3% ตามลำดับ ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมข้าวไทยในระยะต่อไป
Krungthai COMPASS แนะนำทุกภาคส่วนต้องเร่งยกระดับการบริหารจัดการความเสี่ยง และการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศที่ผันผวนมากขึ้น โดยภาคธุรกิจเกษตรแปรรูปควรสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบผ่าน Contract Farming หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และประยุกต์ใช้ Climate Tech เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและบริหารจัดการผลผลิต
ขณะที่เกษตรกรควรปรับรูปแบบการเพาะปลูกให้ใช้น้ำน้อยลง เช่น การทำนาเปียกสลับแห้ง (AWD) ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงเลือกพันธุ์พืชทนแล้ง และติดตามข้อมูลพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด ด้านภาครัฐควรเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำในพื้นที่นอกเขตชลประทาน สนับสนุนการวิจัยพันธุ์พืชทนสภาพอากาศสุดขั้ว และพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าและฐานข้อมูล Climate Risk เพื่อเสริมความยืดหยุ่นของภาคเกษตรไทยในระยะยาว
โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์





