
โตเกียว โชโกะ รีเสิร์ช (Tokyo Shoko Research) บริษัทวิจัยสินเชื่อ เปิดเผยผลสำรวจในวันนี้ (8 ก.ค.) ระบุว่า จำนวนบริษัทล้มละลายทั้งหมดที่มีหนี้สินอย่างน้อย 10 ล้านเยน (ราว 62,000 ดอลลาร์สหรัฐ) ขึ้นไป เพิ่มขึ้น 7.1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน สู่ระดับ 5,346 แห่ง นับเป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปีที่จำนวนบริษัทล้มละลายช่วงครึ่งปีแรกทะลุ 5,000 แห่ง
รายงานระบุว่า เงินเยนที่อ่อนค่าลงได้เร่งแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME)
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ของบริษัทวิจัยระบุว่า ภาวะขาดแคลนแรงงานที่ยืดเยื้อยังเป็นอีกปัจจัยกดดันสำคัญ พร้อมเตือนว่า จำนวนบริษัทล้มละลายอาจเร่งตัวขึ้นตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ร่วงเป็นต้นไป
เมื่อจำแนกตามขนาดกิจการ พบว่า บริษัทที่มีพนักงานไม่ถึง 10 คน คิดเป็นสัดส่วน 90% ของบริษัทที่ล้มละลายทั้งหมด ขณะที่บริษัทที่มีหนี้สินต่ำกว่า 100 ล้านเยน คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 80%
ส่วนจำนวนบริษัทที่ล้มละลายจากผลกระทบของต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้น เพิ่มขึ้น 27.6% จากปีก่อน สู่ 439 แห่ง ขณะที่การล้มละลายที่เกี่ยวข้องกับภาวะขาดแคลนแรงงาน เพิ่มขึ้น 37.7% เป็น 237 แห่ง โดยในจำนวนนี้ กรณีที่มีสาเหตุจากต้นทุนแรงงานที่พุ่งสูงขึ้น เพิ่มขึ้น 2.4 เท่า แตะ 120 แห่ง
ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาตามภาคอุตสาหกรรม พบว่า จำนวนบริษัทล้มละลายเพิ่มขึ้นใน 8 จาก 10 ภาคธุรกิจ โดยภาคบริการมีจำนวนสูงสุดที่ 1,819 แห่ง เพิ่มขึ้น 7.2% รองลงมาคือภาคก่อสร้าง 1,026 แห่ง
ผลสำรวจชี้ว่า ธุรกิจร้านอาหารและค้าปลีกอาหารได้รับผลกระทบจากการที่ผู้บริโภคลดการใช้จ่าย ขณะที่ผู้ประกอบการจำนวนมากเริ่มไม่สามารถผลักภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้บริโภคผ่านการปรับขึ้นราคาได้
เมื่อพิจารณาตามภูมิภาค พบว่า จำนวนบริษัทล้มละลายเพิ่มขึ้นใน 8 จาก 9 ภูมิภาคของญี่ปุ่น ยกเว้นภูมิภาคโทโฮคุ โดยภูมิภาคโฮคุริคุมีอัตราเพิ่มขึ้นสูงสุดที่ 37.3% รองลงมาคือฮอกไกโดที่ 17.1%
ทั้งนี้ โตเกียว โชโกะ รีเสิร์ช ประเมินว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางได้เริ่มส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในญี่ปุ่นแล้ว
โดย วรวิชญ์ สิทธิวัง/กัลยาณี ชีวะพานิช





