พอร์ต Temasek พุ่งทุบสถิติ 5.18 แสนล้านดอลลาร์สิงคโปร์ กางแผนลุย AI – โครงสร้างพื้นฐานพลังงาน

เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ (Temasek Holdings) บริษัทลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ ประกาศผลการดำเนินงานปีงบประมาณซึ่งสิ้นสุด ณ วันที่ 31 มี.ค. โดยมูลค่าสินทรัพย์สุทธิในพอร์ตการลงทุนขยายตัวขึ้นจนแตะระดับ 5.18 แสนล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (4.01 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ติดต่อกันเป็นปีที่ 2 และสร้างผลตอบแทนรวมให้แก่ผู้ถือหุ้นในรอบปีนี้ได้สูงถึง 10.5%

ความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลมาจากผลประกอบการอันยอดเยี่ยมของบรรดาบริษัทสิงคโปร์ที่เทมาเส็กเข้าไปลงทุน ตลอดจนผลกำไรที่ได้จากการทยอยขายเงินลงทุน (Divestments) ประกอบกับดัชนีสเตรตส์ไทมส์ที่พุ่งทะยานขึ้นมากกว่า 23% ในช่วงเดือนเม.ย. 2568 ถึงมี.ค. 2569 ขานรับโครงการ Equity Market Development Programme ของธนาคารกลางสิงคโปร์ที่เข้ามาช่วยเสริมมูลค่าและสภาพคล่องให้ตลาดหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับกิจการในสิงคโปร์ที่เทมาเส็กถือหุ้นอยู่นั้น ประกอบด้วย ดีบีเอส แบงก์ (DBS Bank) ซึ่งเป็นธนาคารขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงสิงคโปร์ แอร์ไลน์ (Singapore Airlines) และสิงเทล (Singtel) ยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคม

อย่างไรก็ดี เทมาเส็กชี้แจงว่าตัวเลขผลตอบแทนในรอบ 1 ปีนี้เกือบจะออกมาดีกว่าที่เป็นอยู่ ทว่ากลับได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สงครามอิหร่านที่ปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ซึ่งส่งผลให้มูลค่าพอร์ตการลงทุนปรับตัวลดลงไปราว 2% อีกทั้งยังถูกซ้ำเติมจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สิงคโปร์ที่ทำให้ผลตอบแทนรวมของปีนี้ลดต่ำลงไปอีกประมาณ 2 จุดเปอร์เซ็นต์

เมื่อพิจารณาผลการดำเนินงานในระยะยาวพบว่า ผลตอบแทนรวมแก่ผู้ถือหุ้นในรอบ 10 ปีเฉลี่ยอยู่ที่ 7.1% เมื่อคำนวณเป็นสกุลเงินดอลลาร์สิงคโปร์ ขณะที่ผลตอบแทนในรอบ 5 ปีเฉลี่ยอยู่ที่ 4.6% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตลาดหุ้นจีนที่ซบเซาในช่วงปี 2564-2567 ส่งผลให้เทมาเส็กต้องปรับลดสัดส่วนการลงทุนในประเทศจีนลงอย่างต่อเนื่อง จากที่เคยสูงถึง 29% ในปี 2563 ลงมาเหลือ 17% ในปี 2569 กระนั้นก็ตาม เทมาเส็กยังคงยืนยันที่จะเดินหน้าลงทุนในจีนต่อไป โดยระบุว่าสัดส่วนเม็ดเงินลงทุนในประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกแห่งนี้เพิ่มขึ้นถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในช่วงปีที่ผ่านมา

สำหรับทิศทางการลงทุนในอนาคต เทมาเส็กมุ่งเน้นไปที่โอกาสเติบโตใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI), สินเชื่อภาคเอกชน (Private Credit) และโครงสร้างพื้นฐานประเภท Core-Plus อาทิ พลังงานหมุนเวียน พลังงานนิวเคลียร์ ระบบจัดเก็บพลังงาน ตลอดจนเทคโนโลยีที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน โดยบริษัทตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน Core-Plus ให้เป็น 5% ภายในอีก 5 ปีข้างหน้า ควบคู่ไปกับการเร่งเพิ่มสัดส่วนการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI ในพอร์ตให้ขยับขึ้นเป็น 15% ภายในปี 2574 จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนอยู่ 6%

โดย กัลยาณี ชีวะพานิช/รัตนา พงศ์ทวิช