ตลท. จับมือ ก.ล.ต. ตรวจสอบเชิงลึกปมหุ้น TRUE ประสาน TSD เร่งเช็กตัวตนผู้ถือหุ้นจริงใน 5 วัน

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดถึงกรณีการรายงานการถือครองหุ้นของบมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น [TRUE] ตามรายงาน 246-2 ซึ่งมีการตั้งคำถามในภาคตลาดทุนค่อนข้างมาก โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ประสานงานร่วมกันสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในการสนับสนุนการให้ข้อมูล เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยก.ล.ต. อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก โดยพิจารณาหลายมุมมอง โดยหลักการของตลาดหลักทรัพย์ฯ และก.ล.ต. คือการทำให้นักลงทุนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและรวดเร็ว

อย่างไรก็ตามมีคำถามในสังคมว่าข้อมูลที่ออกมาเป็นจริงหรือไม่ ยกตัวอย่างกรณีการถือครองหุ้น TRUE ที่มีการรายงานว่ามีบุคคล ได้มาซึ่งหุ้นบุริมสิทธิ ซึ่งต่อมาบริษัทแจ้งว่า ไม่เคยเสนอขายหุ้นบุริมสิทธิให้แก่บุคคลเป็นการทั่วไป และในปัจจุบันบริษัทไม่มีหุ้นบุริมสิทธิแล้ว ทำให้เกิดคำถามว่าข้อมูลที่มีการรายงานถูกต้องหรือไม่

ทั้งนี้ ขั้นตอนการรายงานเป็นไปตามเกณฑ์ของก.ล.ต. ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูล ส่วนเรื่องข้อมูลตัวตนการเป็นผู้ถือหุ้นจริง เป็นหน้าที่ของบริษัทเป็นผู้ยื่นคำขอปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นเข้ามาทาง บริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD) ผ่านระบบของตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะประสานกับบริษัทหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อยืนยันตัวตนและตรวจสอบข้อมูลผู้ถือหุ้น เนื่องจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่มีอำนาจในการตรวจสอบเนื่องจากเป็นข้อมูลส่วนบุคคล สำหรับกระบวนการดังกล่าวเมื่อมีการยื่นคำขอเข้ามา ใช้เวลาติดตามข้อมูลไม่เกิน 5 วันทำการ ขณะเดียวกันกรณีของ TRUE ได้มีการยื่นคำร้องแล้ว ตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการรวบรวมข้อมูลเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและรวดเร็ว

ส่วนข้อมูลการถือหุ้นย้อนหลัง กรณีดังกล่าวมีการรายงานการถือหุ้นเข้ามาช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา แต่บางธุรกรรมเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 64 โดยระบบของตลาดหลักทรัพย์ฯ ปิดสมุดย้อนหลังไม่ได้ เพราะข้อมูลมีการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นกรณีที่เกิดขึ้นต้องพิจารณาข้อมูลว่าจริงหรือเท็จ 

ทั้งนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องการให้นักลงทุนทราบการเปลี่ยนแปลงของผู้ถือหุ้นที่มีนัยสำคัญให้เร็วที่สุด โดยได้เริ่มใช้เกณฑ์ใหม่ควบคุมบริษัทจดทะเบียนซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยกำหนดให้ TSD สามารถเปิดเผยรายชื่อผู้ถือหุ้นเป็นรายเดือนเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ เช่น การเปลี่ยนแปลงการถือหุ้นทุก 5% ตามรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหุ้นสามัญของกิจการ (แบบ 246) หรือกรณีมีการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์แล้วเสร็จตามรายงานผลการทำ Tender Offer (แบบ 256)ยกเว้นกรณีเพิกถอนหลักทรัพย์ โดยสมัครใจ เพื่อไม่ให้เป็นภาระเพิ่มเติมให้กับบริษัทจดทะเบียนในการปิดสมุดบัญชี และเป็นบริการให้นักลงทุนได้ทราบข้อมูลอย่างครบถ้วน

“เราเห็นเคสในอดีตที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นที่เกิดขึ้นแต่ว่าไม่มีความต้องการที่จะปิดสมุดบัญชีผู้ถือหุ้น มันเลยมีความต่างกันระหว่างสิ่งที่เราฟังในข่าวกับสิ่งที่เราเห็นบนข้อมูลในระบบตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งได้มีการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว ณ วันนี้หากดูจากการซื้อขายปัจจุบัน ผมคิดว่านักลงทุนยังไม่ได้เห็นข้อกังวลอะไรในประเด็นนี้ เพราะพื้นฐานของธุรกิจที่ดำเนินงานอยู่ ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากการรายงานครั้งนี้” นายอัสสเดช กล่าว

นายอัสสเดช กล่าวถึงประเด็นความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนต่างชาติว่า ปัจจุบันยังไม่มีนักลงทุนต่างชาติสอบถามเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติโดยเฉพาะสถาบัน ให้ความสำคัญกับผลประกอบการ และทิศทางการดำเนินงานของธุรกิจนั้น ๆ มากกว่า ซึ่งกรณีดังกล่าวหากข้อมูลเป็นจริง แต่ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงในแง่ของการดำเนินงานของธุรกิจ

ด้านนายรองรักษ์ พนาปวุฒิกุล รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกฎหมายและบริหารกิจกรรมเพื่อสังคม ตลท. กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเด็นดังกล่าวแยกเป็นสองส่วน คือหน้าที่ของการรายงานข้อมูลตามมาตรา 246 ในส่วนของบริษัทหลักทรัพย์ ตรวจสอบลูกค้าก่อนเปิดบัญชีซื้อขาย ซึ่งหากลูกค้าเปิดบัญชีอยู่ในหลายบริษัทหลักทรัพย์ และมีการทำธุรกรรม โบรกเกอร์จะเห็นข้อมูลเฉพาะหุ้นที่อยู่กับโบรกเกอร์ของตนเองเท่านั้น โดยหน้าที่การรายงานคือผู้ถือหลักทรัพย์ฯ

ประเด็นต่อมา หากการรายงานข้อมูลไม่ตรงกับความเป็นจริง เป็นหน้าที่ของก.ล.ต. ในการดำเนินโทษทางกฎหมายตามพ.ร.บ. หลักทรัพย์ ซึ่งปัจจุบันก.ล.ต. อยู่ระหว่างการตรวจสอบเชิงลึก

โดย วรินทร ศิรินอก/รัชดา คงขุนเทียน