ภาวะตลาดหุ้นยุโรป: หุ้นยุโรปปิดร่วงหนักสุดในรอบเกือบ 4 เดือน หลังทรัมป์จุดชนวนความกังวลรอบใหม่

ตลาดหุ้นยุโรปปิดร่วงหนักที่สุดในรอบวันนับตั้งแต่กลางเดือนมี.ค. ในวันพุธ (8 ก.ค.) หลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ทำให้ความหวังเกี่ยวกับสันติภาพในตะวันออกกลางกลับมาเผชิญความไม่แน่นอนอีกครั้ง ส่งผลให้ความกังวลเกี่ยวกับราคาน้ำมันและเงินเฟ้อปะทุขึ้นใหม่

  • ดัชนี STOXX 600 [STOXX.X] ปิดที่ 635.91 จุด ลดลง 10.38 จุด หรือ -1.61%
  • ดัชนี CAC-40 [CAC40.X] ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,252.66 จุด ลดลง 183.58 จุด หรือ -2.18%
  • ดัชนี DAX [DAX.X] ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 24,897.45 จุด ลดลง 567.80 จุด หรือ -2.23%
  • ดัชนี FTSE 100 [FTSE100.X] ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,489.04 จุด ลดลง 176.84 จุด หรือ -1.66%

ดัชนี STOXX 600 ปิดร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 1 สัปดาห์ ซึ่งการร่วงลงดังกล่าวส่งผลกระทบต่อนักลงทุนที่เพิ่งกลับมามีความเชื่อมั่นต่อตลาดหุ้นยุโรปในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หลังได้รับแรงหนุนจากสัญญาณเงินเฟ้อที่ชะลอตัว และความหวังว่าธนาคารกลางอาจไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม

เหตุการณ์ดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นว่า ความเปราะบางของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ยังคงสามารถสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดการเงินได้อย่างรวดเร็ว

ทรัมป์กล่าวถึงอิหร่านว่า การเจรจากับพวกเขาเป็นเพียงการเสียเวลา ขณะที่สหรัฐฯ และอิหร่านต่างเปิดฉากโจมตีกันอีกครั้ง และรัฐบาลสหรัฐฯ ได้นำมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านกลับมาบังคับใช้อีกครั้ง

นักวิเคราะห์จาก Calamos Investments กล่าวว่า ทุกฝ่ายต่างรู้สึกผิดหวังกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ท้ายที่สุดเชื่อว่าทุกคน รวมถึงประธานาธิบดีทรัมป์ ต่างต้องการให้เหตุการณ์นี้ผ่านพ้นไป

ตลาดหุ้นสเปนร่วงลงอย่างหนัก โดยดัชนี IBEX ร่วงลง 2.7% มากที่สุดในบรรดาตลาดหุ้นหลักของยุโรป

ดัชนีดังกล่าวปรับตัวย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่ต้นเดือนมี.ค. หลังทรัมป์ระบุว่าได้สั่งให้ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ยุติการค้าทั้งหมดกับสเปน และกล่าวว่ารัฐบาลกรุงมาดริดเป็นหุ้นส่วนที่แย่มาก

ในภาพรวมของยุโรป หุ้นกลุ่มเหมืองแร่ รวมถึงหุ้นกลุ่มก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง เป็นปัจจัยกดดันดัชนีมากที่สุด โดยร่วงลง 4.4% และ 3.7% ตามลำดับ

หุ้นกลุ่มยานยนต์ร่วง 3.7% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวขึ้นช่วยหนุนหุ้นกลุ่มพลังงานให้เพิ่มขึ้น 1.9%

ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นกดดันหุ้นสายการบิน รวมถึงหุ้น Air France และหุ้น Wizz Air ซึ่งร่วงลง 6.6% และ 5% ตามลำดับ

นักวิเคราะห์จาก Wealth Club กล่าวว่า มีแนวโน้มที่บรรยากาศการลงทุนเชิงลบจะขยายวงกว้าง เพราะถือเป็นอุปสรรคสำคัญในช่วงเวลาที่หลายประเทศทั่วโลกเพิ่งเริ่มคลายความกังวลจากสถานการณ์ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ ตลาดได้ลดการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในปีนี้ หลังผู้กำหนดนโยบายส่งสัญญาณว่าความเสี่ยงด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อเริ่มมีความสมดุลมากขึ้นภายหลังการหยุดยิงเมื่อไม่นานมานี้

อย่างไรก็ตาม หลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันอังคาร นักลงทุนได้ปรับเพิ่มการคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้เป็นประมาณ 0.42% จากเดิม 0.25% ตามข้อมูลของ LSEG

นักลงทุนยังจับตาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลกอย่างใกล้ชิด หลังเริ่มต้นเดือนก.ค. ด้วยความผันผวน แม้ว่าจะได้รับแรงหนุนอย่างแข็งแกร่งจากกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในช่วงไตรมาสที่ 2

ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปิดต่ำกว่าระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ทำไว้ในเดือน มิ.ย. ถึง 20% ซึ่งยืนยันว่าตลาดเข้าสู่ภาวะตลาดหมี (Bear Market) แล้ว ขณะที่ดัชนี Nasdaq ซึ่งมีหุ้นเทคโนโลยีเป็นสัดส่วนสูง ปิดต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วันเมื่อคืนที่ผ่านมา สะท้อนโมเมนตัมระยะสั้นที่อ่อนแอ

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยียุโรปเคลื่อนไหวผสมผสาน โดยหุ้น ASML ผู้ผลิตอุปกรณ์สำหรับอุตสาหกรรมชิป ปรับขึ้น 1.3% ขณะที่หุ้น Aixtron ผู้ผลิตอุปกรณ์ด้านเซมิคอนดักเตอร์ ปรับตัวลง 2.7%

สำหรับหุ้นรายตัว หุ้น Bahnhof พุ่งขึ้น 17.1% หลัง Telenor ผู้ให้บริการโทรคมนาคม ตกลงเข้าซื้อหุ้นที่มีอำนาจควบคุมในผู้ให้บริการบรอดแบนด์ของสวีเดนรายนี้ ในดีลที่ประเมินมูลค่าบริษัทไว้ที่ 6.1 พันล้านโครนาสวีเดน (629.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

โดย กัลยาณี ชีวะพานิช