
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือน มิ.ย.69 อยู่ที่ระดับ 50.7 สูงขึ้นจาก 49.5 ในเดือน พ.ค.69 โดยพลิกกลับมาดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มคลายความกังวลภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน หลังจากสถานการณ์ความตึงเครียดคลี่คลายลงอย่างชัดเจน จากที่ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงและลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) หยุดยิงชั่วคราว ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกและในประเทศ เริ่มปรับตัวลดลงด้วย
ประกอบกับรัฐบาลเริ่มกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” 60/40 เป็นเดือนแรก ซึ่งส่งผลทางจิตวิทยาในเชิงบวกและช่วยเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนในประเทศ ส่งผลบวกต่อการฟื้นตัวของภาพรวมเศรษฐกิจไทย และเป็นผลดีต่อค่าครองชีพของประชาชน
ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยโดยรวม อยู่ที่ 44.1 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน อยู่ที่ 48.7 และ ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 59.3

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ กล่าวว่า แม้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมิ.ย. จะปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน แต่ดัชนีความเชื่อมั่นฯ อีก 3 รายการ ยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 100 แสดงว่า ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังไม่กลับเข้าสู่ระดับปกติ
ทั้งนี้ คาดว่าผู้บริโภคยังคงระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยในช่วงนี้ แต่จะเริ่มใช้จ่ายมากขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ เนื่องจากได้รับการกระตุ้นจากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” 60/40 ที่เริ่มตั้งแต่เดือนมิ.ย.-ก.ย.69 และหากสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน คลี่คลายลงอย่างถาวร และราคาน้ำมันปรับลดลงกลับมาเป็นปกติ ก็คาดว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง และการบริโภคจะปรับตัวจะกลับมาดีขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงปลายไตรมาสที่ 3 และไตรมาสที่ 4 ของปีนี้
“หากสงครามตะวันออกกลางคลี่คลายได้อย่างชัดเจน มาตรการรัฐบาลในการกระตุ้นใช้จ่ายยังดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง และมีการปรับลดราคาพลังงานลง กำลังซื้อของประชาชนจะเริ่มกลับมาโดดเด่นได้ในช่วงปลายไตรมาส 3 ซึ่งเมื่อรวมกับนักท่องเที่ยวที่จะกลับมาในช่วงไฮซีซั่น รวมถึงการส่งออก และการลงทุนที่จะเริ่มเห็นสัญญาณดีขึ้น ก็จะทำให้เศรษฐกิจไทย กลับมาคึกคักได้ในไตรมาส 4 ปีนี้” นายธนวรรธน์ กล่าว

ส่วนการประเมินสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจของไทยนั้น นายธนวรรธน์ ระบุว่า ถ้าสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังมีโอกาสจะกลับมาขึ้นโต๊ะเจรจากันได้ แม้จะยังไม่ใช่ในระยะเวลาอันใกล้ โดยข้อตกลงหยุดยิงยังมีผลอยู่ พร้อมกับการกำกับดูแลช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจจะยังมีความขัดแย้งเกิดขึ้นบ้างประปราย ราคาน้ำมันดิบอาจอยู่ในระดับ 80 ดอลลาร์/บาร์เรล ก็ยังเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ ยังมีโอกาสเติบโตได้ในกรอบ 2-2.5%
แต่หากในกรณีที่สงครามตะวันออกกลาง กลับมามีความตึงเครียดกันอีกครั้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน หรือข้อตกลงหยุดยิงไม่เป็นผล แต่ยังไม่ใช่ระดับการขัดแย้งที่รุนแรงบานปลาย ราคาน้ำมันดิบตลาดโลก อาจขึ้นไปแตะระดับ 90-100 ดอลลาร์/บาร์เรลได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวได้ 1.5-2%
ส่วนแนวโน้มดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือน ก.ค.นั้น นายธนวรรธน์ ประเมินว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯ มีสัญญาณค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้น
โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์





