ราคาน้ำมันตลาดโลกดีดตัว กังวลสหรัฐ-อิหร่านเปิดศึกกระทบอุปทานน้ำมัน

ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวขึ้นในวันนี้ และมีแนวโน้มดีดตัวขึ้นในสัปดาห์นี้ หลังการสู้รบระลอกใหม่ระหว่างสหรัฐและอิหร่านส่งผลกระทบต่อการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เกิดความกังวลว่าอุปทานน้ำมันอาจหยุดชะงัก

ณ เวลา 19.32 น.ตามเวลาไทย ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) [WTI.X] ส่งมอบเดือนส.ค. บวก 0.04 ดอลลาร์ หรือ 0.06% สู่ระดับ 72.12 ดอลลาร์/บาร์เรล

ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ [BRENT.X] ส่งมอบเดือนก.ย. บวก 0.24 ดอลลาร์ หรือ 0.31% สู่ระดับ 76.54 ดอลลาร์/บาร์เรล

ในรอบสัปดาห์นี้ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์มีแนวโน้มพุ่งขึ้นราว 7% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI มีแนวโน้มดีดตัวขึ้น 6%

บริษัท Vanda Insights ซึ่งให้บริการวิเคราะห์ตลาดน้ำมัน ระบุว่า “แม้ว่าราคาน้ำมันได้ปรับตัวลงจากระดับสูงสุดในช่วงกลางสัปดาห์ แต่ตลาดยังคงสะท้อนค่าพรีเมียมจากความเสี่ยงในระดับสูง เนื่องจากการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซแทบหยุดชะงักอีกครั้ง และยังไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนว่าการเปิดเส้นทางเดินเรือจะกลับสู่ภาวะปกติเมื่อใด”

กองทัพอิหร่านเปิดฉากโจมตีฐานทัพสหรัฐในหลายประเทศแถบอ่าวเปอร์เซียเมื่อวานนี้เพื่อตอบโต้การโจมตีทางอากาศของสหรัฐต่อพื้นที่ชายฝั่งทางตอนใต้และจังหวัดทางตะวันออกของอิหร่าน ส่งผลให้ข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางอยู่แล้วเผชิญแรงกดดันมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ สื่อของอิหร่านยังรายงานว่าเกิดเหตุระเบิดหลายครั้งในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศ ซึ่งรวมถึงเมืองบุเชห์ ซึ่งเป็นที่ตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของอิหร่าน

สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เปิดเผยในวันนี้ว่า อุปสงค์น้ำมันโลกมีแนวโน้มลดลงในปีนี้ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2563 เนื่องจากสงครามอิหร่านส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการผลิตและการส่งออกน้ำมันในตะวันออกกลาง ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น และกิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัวลง

IEA เปิดเผยในรายงานภาวะตลาดน้ำมันฉบับล่าสุดว่า อุปสงค์น้ำมันโลกในปี 2569 มีแนวโน้มลดลง 1 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งจะเป็นการลดลงรายปีครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 2563

IEA ระบุว่า การหดตัวในปีนี้ กระจุกตัวอย่างมากทั้งในแง่ของประเภทผลิตภัณฑ์และภูมิภาค เนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันและก๊าซ ได้ส่งผลกระทบต่อการส่งออกพลังงานผ่านอ่าวเปอร์เซีย

นักวิจัยของ IEA ระบุว่า แม้ขณะนี้จะเริ่มเห็นการฟื้นตัวแล้ว แต่หากความขัดแย้งกลับมาปะทุอีกครั้ง ก็อาจทำให้สถานการณ์ซับซ้อนยิ่งขึ้น และเพิ่มความไม่แน่นอนต่อแนวโน้มในอนาคต

การคาดการณ์ของ IEA ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่ามีการหยุดยิงระหว่างสหรัฐและอิหร่าน และมีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ดี สถานการณ์มีความไม่แน่นอนมากขึ้น หลังสหรัฐและอิหร่านเปิดฉากตอบโต้กันในสัปดาห์นี้ ส่งผลให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซชะลอตัวลงอีกครั้ง

IEA ระบุว่า แม้ตลาดน้ำมันโลกมีแนวโน้มกลับเข้าสู่ภาวะน้ำมันล้นตลาดในช่วงปลายปี แต่การคาดการณ์ดังกล่าวขึ้นอยู่กับสมมติฐานที่ว่าการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะค่อย ๆ ฟื้นตัว ซึ่งจะเปิดทางให้ผู้ผลิตกลับมาเปิดแหล่งผลิตอีกครั้ง และโรงกลั่นในตะวันออกกลางรวมถึงภูมิภาคอื่น ๆ สามารถกลับมาส่งมอบผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมได้ตามปกติ

IEA ยังระบุว่า การที่สหรัฐและอิหร่านกลับมาโจมตีกันในสัปดาห์นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงจากการที่ยังไม่มีการบรรลุข้อตกลงสันติภาพที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อการทำให้ตลาดน้ำมันกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

โทริล โบโซนี หัวหน้าฝ่ายตลาดน้ำมันของ IEA ให้สัมภาษณ์ในรายการ Squawk Box Europe ของสำนักข่าว CNBC ในวันนี้ว่า การฟื้นตัวของตลาดน้ำมันจะไม่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหรือเป็นเส้นตรง โดย IEA คาดว่าสถานการณ์ในภูมิภาคจะมีความไม่แน่นอนและเปราะบางอย่างมาก

โบโซนีกล่าวเพิ่มเติมว่า “ด้วยการเพิ่มกำลังการผลิตจากผู้ผลิตรายอื่นอย่างมีนัยสำคัญ และระดับอุปสงค์ที่ต่ำกว่าที่เราคาดไว้ก่อนเกิดสงคราม เราอาจกลับเข้าสู่ภาวะน้ำมันล้นตลาดในช่วงปลายปีนี้และต่อเนื่องไปถึงปีหน้า”

เธอกล่าวเสริมว่า “สิ่งนี้จะช่วยบรรเทาความตึงตัวของตลาด และเปิดโอกาสให้หลายประเทศสามารถกลับมาเพิ่มสต็อกน้ำมันได้อีกครั้ง”

โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ