ภาวะตลาดหุ้นยุโรป: หุ้นยุโรปปิดบวกเล็กน้อย แรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังกดดันตลาด

ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกในวันศุกร์ (10 ก.ค.) แต่ปิดลดลงในรอบสัปดาห์นี้ โดยยุติการปรับตัวขึ้นติดต่อกัน 4 สัปดาห์ หลังถูกกดดันจากแรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และความตึงเครียดที่กลับมาปะทุในตะวันออกกลาง ซึ่งสร้างความผันผวนให้กับตลาดน้ำมัน

  • ดัชนี STOXX 600 [STOXX.X] ปิดที่ 641.10 จุด เพิ่มขึ้น 0.23 จุด หรือ +0.04%
  • ดัชนี CAC-40 [CAC40.X] ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,338.97 จุด เพิ่มขึ้น 12.35 จุด หรือ +0.15%
  • ดัชนี DAX [DAX.X] ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 25,067.09 จุด ลดลง 51.18 จุด หรือ -0.20%
  • ดัชนี FTSE 100 [FTSE100.X] ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,497.29 จุด เพิ่มขึ้น 24.84 จุด หรือ +0.24%

ดัชนี STOXX 600 ปรับตัวลง 1.8% ในรอบสัปดาห์นี้ เนื่องจากนักลงทุนลดความหวังว่าความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานจะคลี่คลายในเร็ววัน

สหรัฐฯ และอิหร่านเปิดฉากโจมตีกัน ขณะที่สหรัฐฯ กลับมาบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านอีกครั้ง ส่งผลให้สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวขึ้น 5% ในรอบสัปดาห์นี้

นอกจากนี้ การประชุมสุดยอดนาโตในตุรกียังเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับตลาด หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกสเปนว่าเป็นพันธมิตรที่แย่มาก และขู่จะระงับการค้ากับสเปน ก่อนจะลดระดับความรุนแรงของถ้อยคำในเวลาต่อมา

เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดสัปดาห์สะท้อนให้เห็นว่า ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางความเชื่อมั่นของนักลงทุน

นักวิเคราะห์ของ Empower กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตลาดค่อนข้างชะล่าใจว่าปัญหาสงครามไม่ได้เป็นประเด็นสำคัญอีกต่อไป แต่เหตุการณ์ในสัปดาห์นี้เตือนให้เห็นว่าสงครามยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม

ขณะเดียวกัน การโยกย้ายเงินลงทุนออกจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ทั่วโลกไปยังหุ้นกลุ่มอื่น ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยง นอกเหนือจากหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยตรง ก็เป็นอีกปัจจัยที่กดดันบรรยากาศการลงทุน

จากนี้ไป ตลาดจะหันไปจับตาฤดูกาลประกาศผลประกอบการ ซึ่งคาดว่าจะทำให้นักลงทุนกลับมาให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานของบริษัท และอาจเป็นแรงผลักดันรอบใหม่ให้กับตลาดหุ้น

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลง 1.3% ในวันศุกร์ และลดลง 1.8% ตลอดทั้งสัปดาห์ โดยหุ้น Soitec และ ASML ร่วงลง 5.9% และ 2.1% ตามลำดับ

นักวิเคราะห์จาก Swissquote Bank กล่าวว่า การแกว่งตัวอย่างรุนแรงของหุ้นเทคโนโลยีสะท้อนว่านักลงทุนยังคงกังวลกับระดับมูลค่าหุ้นที่อยู่ในระดับสูง

หุ้นกลุ่มโทรคมนาคมปรับตัวขึ้น 1.3% โดยได้แรงหนุนจากหุ้น Vodafone ที่พุ่งขึ้น 12.6% หลัง e& ผู้ให้บริการโทรคมนาคมจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เปิดเผยว่าจะขายหุ้นที่ถืออยู่ในบริษัทให้กับกลุ่มธุรกิจของ ซาเวียร์ นีแอล มหาเศรษฐีชาวฝรั่งเศส

หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและนันทนาการเพิ่มขึ้น 1% โดยหุ้นสายการบินส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้น นำโดยหุ้น easyJet ของสหราชอาณาจักรที่ทะยานขึ้น 14.3% หลังบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นในการตอบรับข้อเสนอซื้อกิจการมูลค่า 5.7 พันล้านปอนด์ (7.65 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) จาก Apollo Global

ด้าน St. James’s Place เป็นหุ้นที่ปรับตัวลงมากที่สุดในดัชนี STOXX 600 โดยร่วง 8.5% หลังมีรายงานว่า Sovereign Wealth ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธมิตรหลักของบริษัทบริหารสินทรัพย์แห่งนี้ กำลังพิจารณายุติความร่วมมือ

J.P.Morgan ปรับมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มเหล็กของยุโรป และปรับเพิ่มคำแนะนำหุ้น ArcelorMittal ขึ้นสู่ระดับ “Neutral” จาก “Underweight” ส่งผลให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้น 6.4%

ขณะที่หุ้น Voestalpine และ Salzgitter ต่างปรับตัวขึ้นมากกว่า 6% หลัง J.P.Morgan ปรับเพิ่มคำแนะนำหุ้นทั้งสองบริษัทขึ้นสองระดับ สู่ “Overweight” จาก “Underweight”

หุ้น Ryanair ปิดบวก 0.9% หลังลดช่วงบวกลงจากที่เคยพุ่งสูงสุด 2.9% ระหว่างการซื้อขาย โดยแหล่งข่าวจากสนามบิน 2 รายเปิดเผยว่า ผู้โดยสารรายหนึ่งถูกแรงดูดออกไปบางส่วนผ่านหน้าต่างที่หลุดออกจากตัวเครื่องไม่นานหลังเครื่องบินของ Ryanair ทะยานขึ้นจากเมืองเทสซาโลนิกิ ประเทศกรีซ ส่งผลให้เครื่องบินต้องลงจอดฉุกเฉิน

ส่วนหุ้น Volkswagen ปรับตัวลงเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน หลังแหล่งข่าวในบริษัท 2 รายเปิดเผยว่า ตัวแทนสหภาพแรงงานซึ่งมีอิทธิพลภายในบริษัทได้ขัดขวางแผนปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่

นอกจากนี้ Volkswagen ยังรายงานเมื่อวันศุกร์ว่า ยอดส่งมอบรถยนต์ทั่วโลกลดลง 8.6% ในไตรมาส 2 ซึ่งเป็นการลดลงรายไตรมาสมากที่สุดในรอบ 4 ปี

โดย กัลยาณี ชีวะพานิช