
กองทัพจอร์แดนยิงสกัดขีปนาวุธร่วง 4 ลูก หลังล้ำน่านฟ้าเข้ามาในวันนี้ (14 ก.ค.) โดยกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) อ้างว่ายิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพอากาศของสหรัฐฯ ในจอร์แดน และยังเรียกร้องให้คนจอร์แดนช่วยกันรื้อถอนฐานทัพอเมริกันออกไปให้หมด
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากกองทัพสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านทางอากาศระลอกล่าสุดนานกว่า 5 ชั่วโมง ตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นการถล่มติดต่อกันเป็นคืนที่สามแล้ว เพื่อตอบโต้ที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยทรัมป์ประกาศจะกลับมาปิดล้อมการเดินเรือของอิหร่านอีกครั้ง และเสนอจะเก็บค่าธรรมเนียมการดูแลความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซในอัตรา 20%
สื่ออิหร่านรายงานว่า มีเมืองหลายแห่งถูกโจมตี มีคนเจ็บอย่างน้อย 4 คน และเจ้าหน้าที่กำลังเร่งช่วยเหลือ
ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งขึ้นเกือบ 3% แตะระดับสูงสุดในรอบ 4 สัปดาห์ เนื่องจากอิหร่านขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซตั้งแต่ช่วงวันหยุดที่ผ่านมา ทำให้โอกาสที่จะบรรลุข้อตกลงชั่วคราวเพื่อยุติสงครามเริ่มริบหรี่
นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหมของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เผยว่า อิหร่านยิงขีปนาวุธร่อนใส่เรือบรรทุกน้ำมันของ UAE 2 ลำ ขณะแล่นผ่านช่องทางเดินเรือฝั่งใต้ของช่องแคบฮอร์มุซในน่านน้ำโอมาน
ส่วนสำนักงานปฏิบัติการทางการค้าทางทะเลของสหราชอาณาจักร (UKMTO) ระบุว่า มีเรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งถูกโจมตีด้วยวัตถุไม่ทราบชนิดห่างจากเมืองกัลฮาตของโอมาน ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 40 ไมล์ทะเล ซึ่งยังไม่ยืนยันว่าใช่เรือลำเดียวกันกับที่ UAE รายงานหรือไม่
ด้านกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) แถลงว่า ได้ยิงถล่มเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่พิเศษที่กระทำความผิด 2 ลำจนแล่นต่อไม่ได้ เนื่องจากเรือทั้งสองลำไม่ยอมฟังคำเตือนและแอบปิดระบบนำทาง พร้อมกับกล่าวหาสหรัฐฯ ว่ายุยงให้เรือสินค้าใช้เส้นทางผิดกฎหมาย และขู่ว่าใครที่ยอมร่วมมือกับศัตรูผู้รุกรานจะส่งผลให้เกิดความเสียหาย เส้นทางเดินเรือจะเปิดล่าช้า และจะทำให้โลกต้องเจอกับวิกฤตพลังงาน
ส่วนศูนย์ข้อมูลทางทะเลร่วม (JMIC) ซึ่งนำโดยกองทัพเรือสหรัฐฯ แจ้งว่า มาตรการปิดล้อมอิหร่านจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 20.00 น. ของวันอังคารตามเวลา GMT (หรือ 03.00 น. ของวันพุธที่ 15 ก.ค.) และจะมีผลกับเรือขนส่งสินค้าทุกลำไม่ว่าจะชักธงชาติใด โดยจะคุมเข้มตลอดแนวชายฝั่ง ท่าเรือ และคลังน้ำมันทั้งหมดของอิหร่าน แต่มาตรการนี้จะไม่ขัดขวางการเดินทางผ่านอย่างเป็นกลางผ่านช่องแคบเพื่อไปยังหรือมาจากจุดหมายปลายทางอื่นที่ไม่ใช่อิหร่าน และจะอนุญาตให้เรือขนส่งสิ่งของช่วยเหลือผ่านทางได้หากผ่านการตรวจค้นเรียบร้อยแล้ว
โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์




