
นายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวว่า กระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีแนวโน้มที่จะผลักดันให้ราคาสินค้าปรับตัวขึ้นในช่วง 1 ปีข้างหน้า แต่เขาเห็นว่าการดีดตัวขึ้นของราคาดังกล่าวอาจไม่ส่งผลให้เกิดเงินเฟ้อโดยอัตโนมัติ
“ราคาจะเพิ่มขึ้นในช่วง 12 เดือนข้างหน้าหรือไม่? ผมคิดว่าน่าจะเพิ่มขึ้น แต่จะทำให้เกิดเงินเฟ้อหรือไม่ นั่นเป็นเรื่องที่ธนาคารกลางสหรัฐจะต้องเป็นผู้ตัดสิน และเราจะมีคำตอบในเรื่องนี้” นายวอร์ชกล่าวแถลงการณ์รอบครึ่งปีว่าด้วยนโยบายการเงินและภาวะเศรษฐกิจสหรัฐต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภาในวันนี้
นายวอร์ชกล่าวว่า กระแสการลงทุนใน AI กำลังผลักดันการใช้จ่ายด้านทุน และทำให้ราคาชิปปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ผู้กำหนดนโยบายยังคงทำการประเมินว่า ประโยชน์ด้านการเพิ่มผลิตภาพจาก AI จะเริ่มส่งผลต่อเศรษฐกิจในวงกว้างเมื่อใด
“ผมไม่ได้มองว่าการปรับตัวขึ้นของราคาเพียงครั้งเดียวจะทำให้เกิดเงินเฟ้อ เพราะผมคิดว่าจะมีการตอบสนองด้านอุปทานตามมา” เขากล่าว
นอกจากนี้ ในการตอบคำถามของนายคริส แวน โฮลเลน สมาชิกวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครต รัฐแมริแลนด์ นายวอร์ชปฏิเสธที่จะยืนยันว่า เขาได้พูดคุยกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์หรือไม่ นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งประธานเฟด
“ผมไม่ต้องการเปิดเผยรายละเอียดการสนทนาที่เกิดขึ้นระหว่างผมกับท่านประธานาธิบดี” นายวอร์ชกล่าว
อย่างไรก็ตาม เขายืนยันว่า “ผมขอรับรองได้ว่า ท่านประธานาธิบดีไม่ได้พยายามแทรกแซงการดำเนินนโยบายการเงิน ไม่ว่าจะก่อนที่ผมเข้ารับตำแหน่งหรือก่อนที่ผมจะสาบานตนเข้ารับหน้าที่”
นายวอร์ชยังเปิดเผยว่า ผลการศึกษาจากคณะทำงานเฉพาะกิจ 5 ชุด ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกและจัดตั้งขึ้นเพื่อทบทวนกรอบการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด จะมีการเผยแพร่ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
“ผมไม่ใช่คนที่มีความอดทนสูง หลายคนบอกว่าการทำงานนี้ให้ดีต้องใช้เวลาหลายปี แต่ผมให้เวลาพวกเขาเพียง 6 เดือน” เขากล่าว
ทั้งนี้ คณะทำงานทั้ง 5 ชุดกำลังศึกษาประเด็นสำคัญ ได้แก่ การสื่อสารของเฟด, กลยุทธ์การบริหารงบดุล, การใช้ข้อมูลเศรษฐกิจ, กรอบการประเมินผลิตภาพ รวมถึงกรอบการจ้างงานและเงินเฟ้อ โดยมีนักเศรษฐศาสตร์และผู้บริหารภาคธุรกิจชั้นนำจากภายนอกร่วมเป็นประธานคณะทำงานแต่ละชุด
โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ




