
นางลอรี โลแกน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาดัลลัส กล่าวว่า แม้ข้อมูลเงินเฟ้อที่มีการประกาศในสัปดาห์นี้จะออกมาในเชิงบวก แต่ก็ยังไม่ดีพอ โดยเฟดควรปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก “เล็กน้อย” เพื่อเอาชนะปัญหาเงินเฟ้อ ซึ่งเธอมองว่าเป็นการต่อสู้ที่เฟดยังไม่สามารถเอาชนะได้ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
นางโลแกน ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) ที่มีสิทธิออกเสียงในปีนี้ ยืนยันว่า เงินเฟ้อยังคงเป็นปัญหาใหญ่สำหรับครัวเรือนอเมริกัน และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขจากผู้กำหนดนโยบาย
แม้เจ้าหน้าที่เฟดหลายรายจะแสดงท่าทีสนับสนุนการขึ้นอัตราดอกเบี้ย หากเงินเฟ้อไม่ชะลอตัวลง แต่คำกล่าวของนางโลแกนถือเป็นการเรียกร้องให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่ชัดเจนที่สุด
“ขณะนี้ ดิฉันเชื่อว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกเพียงเล็กน้อย จะช่วยสร้างสมดุลระหว่างแนวโน้มเศรษฐกิจและความเสี่ยงต่อเป้าหมายสองประการของ FOMC ได้ดียิ่งขึ้น โดยทุกเดือนที่เงินเฟ้อยังคงอยู่สูงกว่าเป้าหมาย จะยิ่งเพิ่มภาระต่อค่าครองชีพของชาวอเมริกัน” นางโลแกนกล่าว
ในสัปดาห์นี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานสัญญาณความคืบหน้าในการชะลอตัวของเงินเฟ้อ โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนมิ.ย. ลดลง 0.4% เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งเป็นการปรับตัวลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย.2563 ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ลดลง 0.3%
การชะลอตัวของดัชนีทั้งสองมีสาเหตุจากราคาน้ำมันที่ร่วงลง ขณะที่ต้นทุนในหลายหมวดสำคัญ โดยเฉพาะค่าที่อยู่อาศัย เริ่มปรับตัวลงเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม นางโลแกนกล่าวว่า เฟดยังมีงานที่ต้องทำอีกมาก หากต้องการให้เงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมายที่ระดับ 2% โดยแม้ดัชนี CPI ลดลงในเดือนมิ.ย. แต่เมื่อเทียบกับปีก่อนยังคงเพิ่มขึ้น 3.5% ส่วนดัชนี PPI ปรับตัวขึ้น 5.5% เมื่อเทียบรายปี โดยอัตราเงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมายของเฟดตั้งแต่ปี 2564
“การชะลอตัวเพียงเดือนเดียว ยังไม่เพียงพอ ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องทำภารกิจในการฟื้นฟูเสถียรภาพด้านราคาให้สำเร็จ” นางโลแกนกล่าว
FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนคาดว่า FOMC จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ภายในปีนี้ ซึ่งอาจเกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุดในการประชุมเดือนก.ย.
ส่วนการประชุมที่จะมีขึ้นในวันที่ 28-29 ก.ค. นักลงทุนให้น้ำหนักเพียง 12.3% ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมดังกล่าว
นางโลแกนยังอ้างถึงตัวชี้วัดเงินเฟ้อหลายตัวที่แสดงว่าเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าที่เฟดต้องการ แม้ว่าราคาพลังงานจะปรับตัวลง และผลกระทบจากมาตรการภาษีศุลกากรเริ่มบรรเทาลงก็ตาม
“หากเงินเฟ้อไม่ได้มุ่งหน้ากลับสู่ระดับ 2% ได้ด้วยตัวเอง อย่างน้อยเราก็จำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อช่วยให้เงินเฟ้อกลับไปถึงเป้าหมาย”
“หากปล่อยให้เงินเฟ้อฝังรากลึก เราอาจจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยแรงกว่านี้ในอนาคตเพื่อฉุดเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย ซึ่งจะสร้างต้นทุนต่อภาคแรงงานมากกว่า ดังนั้น การใช้นโยบายที่เข้มงวดเพียงเล็กน้อยในวันนี้ ย่อมดีกว่าการที่ต้องใช้นโยบายที่เข้มงวดอย่างรุนแรงในภายหลัง” นางโลแกนกล่าว
อย่างไรก็ดี นางโลแกนไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าเธอจะสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนนี้หรือไม่ และไม่ได้ระบุว่าอัตราดอกเบี้ยควรปรับขึ้นอีกมากเพียงใด
โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ




