Consensus: ปฏิรูปค่าไฟยกแผง! ดันหุ้นโรงไฟฟ้าพุ่งแรง

โบรกเกอร์ประสานเสียงเชียร์ “กลุ่มโรงไฟฟ้า” รับอานิสงส์มติ กพช. พลิกโฉมโครงสร้างค่าไฟครั้งใหญ่ ตลาดพลังงานสะอาดเปิดเสรีเต็มสูบ ปลดล็อกโควตา Direct PPA ไปยังอุตสาหกรรมอื่น ดันมาร์จินผู้ประกอบการพุ่ง ควบคู่กับการจัดระเบียบดีมานด์ Data Center และการเคาะราคาค่าไฟระดับ 5-6 บาท เพื่อคัดกรองเม็ดเงินลงทุนต่างชาติอย่างยั่งยืน

โบรกชูหุ้น Top Pick เด่น GULF และ GPSC ชี้แผนพัฒนาพลังงานฉบับใหม่ PDP2569 จะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักดันกำไรกลุ่มโรงไฟฟ้าเติบโตอย่างก้าวกระโดดตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป

ราคาหุ้น ล่าสุด (เวลา 14.38 น.)

GULF อยู่ที่ 67.00 บาท ลดลง 0.50 บาท (-0.74%)

BGRIM อยู่ที่ 19.70 บาท ลดลง 0.50 บาท (-2.48%)

GPSC อยู่ที่ 54.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท (+0.46%)

WHAUP อยู่ที่ 7.95 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง

บล.ทิสโก้ ระบุว่า คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้อนุมัติมาตรการปฏิรูปเชิงโครงสร้างหลายประการสำหรับการภาคไฟฟ้าของไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ยกระดับความเป็นธรรมของอัตราค่าไฟฟ้า และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว

มาตรการสำคัญที่ได้รับการอนุมัติ ได้แก่

  1. การนำค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคออกจากอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม
  2. การแก้ไขสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนภายใต้โครงการ Adder โดยกำหนดวันสิ้นสุดของสัญญา PPA ที่ชัดเจน แทนกลไกต่ออายุอัตโนมัติทุก 5 ปีในปัจจุบัน รวมถึงอาจเปลี่ยนโครงสร้างอัตรารับซื้อไฟฟ้า จากเดิมที่อิงกับอัตราค่าไฟฟ้าที่ประกาศใช้ในแต่ละช่วงเวลา (ปัจจุบันประมาณ 3.95 บาท/กิโลวัตต์ชั่วโมง) เป็นอัตราคงที่ที่ 2.1579 บาท/กิโลวัตต์ชั่วโมง
  3. การนำโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันไดมาใช้ โดยกำหนดให้การใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือน 200 หน่วยแรก คิดค่าไฟที่ 3 บาท/กิโลวัตต์ชั่วโมง ส่วนการใช้ไฟฟ้าที่เกิน 200 หน่วย จะยังคงคิดตามอัตราค่าไฟฟ้าเดิม
  4. การจัดตั้งประเภทอัตราค่าไฟฟ้าแยกต่างหากสำหรับ Data Center เพื่อสะท้อนต้นทุนการลงทุนเพิ่มเติมในระบบสายส่ง และต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น โดยเฉพาะก๊าซ LNG ที่เกิดจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น
  5. การขยายสิทธิของโครงการ Direct PPA (Third-Party Access) จากเดิมที่ครอบคลุมเฉพาะ Data Center ให้ครอบคลุมผู้ใช้ไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมทั้งหมดที่ต้องการจัดหาพลังงานหมุนเวียน

แม้ว่ารายละเอียดเพิ่มเติมและกลไกการดำเนินงานยังต้องรอความชัดเจน โดยเฉพาะในบางมาตรการที่อาจต้องมีการเจรจากับผู้ประกอบการภาคเอกชน แต่หากสามารถดำเนินการได้สำเร็จ ก็อาจส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่ออัตราค่าไฟฟ้าและความสามารถในการทำกำไรของผู้ผลิตไฟฟ้า

โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนสัญญา PPA ของผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ซึ่งอาจช่วยลดค่าไฟฟ้าได้ประมาณ 0.13 บาท/กิโลวัตต์ชั่วโมง และอาจส่งผลให้ส่วนต่างกำไรของผู้ประกอบการโรงไฟฟ้า SPP ระบบ Cogeneration เช่น GPSC และ BGRIM ลดลง

นอกจากนี้ การนำค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคออกจากค่าไฟฟ้าฐาน ยังอาจช่วยลดค่าไฟฟ้าและกระทบต่อส่วนต่างกำไรของผู้ประกอบการ SPP เพิ่มเติม โดยข้อมูลระบุว่าค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคในปัจจุบันคิดเป็นประมาณ 0.10 บาท/กิโลวัตต์ชั่วโมง ของอัตราค่าไฟฟ้า

เราเชื่อว่าการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าเฉพาะสำหรับ Data Center ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมดังกล่าว หรือการเพิ่มขึ้นของความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยเราประเมินว่ามาตรการนี้อาจทำให้อัตราค่าไฟฟ้าของ Data Center เพิ่มขึ้นประมาณ 0.8–0.9 บาท/กิโลวัตต์ชั่วโมง (อ้างอิงจากราคาก๊าซในปัจจุบัน)

แม้อัตราค่าไฟจะเพิ่มขึ้น แต่ต้นทุนค่าไฟของไทยก็ยังสามารถแข่งขันได้เมื่อเทียบกับหลายประเทศในอาเซียน เช่น ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ในมุมมองของเรา แนวทางดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรม Data Center ของไทยอย่างยั่งยืนมากขึ้น พร้อมทั้งทำให้การจัดสรรภาระต้นทุนระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีความเหมาะสม

การขยายขอบเขตของโครงการ Direct PPA ให้ครอบคลุมลูกค้าอุตสาหกรรมในวงกว้างมากขึ้น น่าจะสร้างโอกาสการเติบโตเพิ่มเติมให้กับผู้ผลิตไฟฟ้า เมื่อโครงการได้รับการสรุปรายละเอียดและเริ่มดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะจากความต้องการจัดหาพลังงานหมุนเวียนของภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยรวม เรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มสาธารณูปโภคของไทย และยังคงเลือก GULF เป็นหุ้นแนะนำของกลุ่ม คงคำแนะนำ “ซื้อ” มูลค่าที่เหมาะสมเท่ากับ 82.00 บาท

ด้านนายทรงกลด วงศ์ไชย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน (บลป.) เอฟเอสเอส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยภาพรวมการลงทุนในกลุ่มโรงไฟฟ้าภายหลังมติ กพช.ล่าสุด โดยมองว่าเป็นสัญญาณบวกต่อกลุ่มโรงไฟฟ้า แม้จะมีมาตรการลดค่าครองชีพ แต่การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลจะเป็นตัวเร่งกำไรในอนาคต

จากการที่ กพช. ออก 7 มาตรการ อาทิ การลดค่าไฟให้กับภาคครัวเรือนที่ใช้ไฟต่ำกว่า 200 หน่วยต่อเดือน มองว่าไม่กระทบต่อโรงไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนกรณีการขอปรับลดค่าไฟฟ้าจากสัญญา Adder ในโรงไฟฟ้าเก่ารุ่นก่อนนั้น คาดว่าจะส่งผลกระทบไม่มาก เนื่องจากโรงไฟฟ้าเหล่านี้ตัดค่าเสื่อมหมดแล้ว จึงยังมีกำไรต่อเนื่องเพราะมีเพียงต้นทุนการบำรุงรักษา (Maintenance) เท่านั้น

ในทางกลับกัน มาตรการขยายมาตรการ Direct PPA ให้ครอบคลุมอุตสาหกรรมที่ต้องการพลังงานสะอาดอื่นๆ นอกเหนือจากกลุ่ม Data Center ถือเป็นโอกาสทองของกลุ่มโรงไฟฟ้าในการเพิ่มกำลังการผลิต (Capacity) เพื่อตอบสนองความต้องการที่สูงขึ้น ด้านการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าเฉพาะสำหรับ Data Center เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง มองว่าไม่ส่งผลกระทบ เนื่องจากปัจจุบันค่าไฟไทยยังต่ำมากเมื่อเทียบกับต่างประเทศที่มีระบบซื้อขายไฟฟ้าเสรี

ขณะที่ความกังวลว่าจะกระทบผู้ประกอบการ Data Center ที่มาลงทุนในไทย หากค่าไฟฟ้าขึ้น จากปัจจุบันราว 4 บาท ถ้าขึ้นไป 5 บาท ยังอยู่ในระดับที่ลงทุนได้และให้ผลตอนที่ดี เพราะในต่างประเทศ อาทิ สิงคโปร์ หรือมาเลเซีย ค่าไฟฟ้ายังสูงกว่าถึง 9-10 บาท ดังนั้นค่าไฟฟ้าของไทยระดับดังกล่าวยังมีความสามารถในการแข่งขันได้

นอกจากนี้ ปัจจุบันไทยมีเม็ดเงินลงทุนใน Data Center ผ่าน BOI แล้ว 9 แสนล้านถึง 1 ล้านล้านบาท ซึ่งกลุ่มธุรกิจนี้มีความต้องการใช้ไฟฟ้ามหาศาล คาดการณ์ความต้องการอาจสูงถึง 20,000 – 30,000 เมกะวัตต์ หากโครงการเกิดขึ้นครบตามแผน จะทำให้กำลังการผลิตสำรองของไทยที่มีอยู่ไม่เพียงพอ และบีบให้ต้องมีการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เพิ่มขึ้นอีก

“แม้จะมีการปรับขึ้นค่าไฟสำหรับ Data Center แต่ค่าไฟบ้านเรายังอยู่ในระดับ 4-5 บาท ซึ่งถูกมากเมื่อเทียบกับสิงคโปร์หรือมาเลเซียที่สูงถึง 9-10 บาท ดังนั้นไทยจึงยังมีความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดนักลงทุนต่างชาติได้อย่างดี”

สำหรับแผนพัฒนาพลังงานไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ คาดว่าจะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นและนำเสนอ ครม. ภายในเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งจะเห็นความชัดเจนของสัดส่วนพลังงานสะอาดที่อาจสูงถึง 50-60% และจะนำไปสู่การเปิดประมูลโรงไฟฟ้าใหม่ในปี 70 โดยมองว่าผลกำไรจากการลงทุนในกลุ่ม Data Center ของโรงไฟฟ้าไทยจะเริ่มเห็นความชัดเจนอย่างก้าวกระโดดตั้งแต่ปี 70 เป็นต้นไป ขณะเดียวกันช่วงครึ่งปีหลังปี 69 หากแผน PDP ประกาศออกมา จะเห็นความชัดเจนของโอกาสในการประมูลโรงไฟฟ้า ซึ่งอาจมีแรงเก็งกำไรในหุ้นที่เกี่ยวข้อง ก่อนจะประมูลในปีหน้า

โดยเลือก GULF เป็น Top Pick ของกลุ่ม โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 76 บาท เนื่องจากเป็นบริษัทที่มีโครงสร้างธุรกิจครอบคลุมทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ (Ecosystem) ตั้งแต่นำเข้า LNG, ผลิตไฟฟ้า, โครงข่าย Connectivity ผ่าน AIS และการลงทุนใน Data Center ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่ AI Infrastructure ได้ครบวงจร

นอกจากนี้ ยังแนะนำหุ้นที่ได้อานิสงส์รองลงมา ได้แก่ BGRIM ราคาเป้าหมาย 19.70 บาท จากการปรับตัวสู่ธุรกิจ Data Center โดยมีแผนเปิดดำเนินการในปีหน้า พร้อมกำไรที่สูงกว่าการขายไฟรูปแบบเดิม WHAUP ราคาเป้าหมาย 7.60 บาท ได้ประโยชน์จากการขายน้ำและไฟให้กับ Data Center ในนิคมอุตสาหกรรม WHA และโอกาสในสัญญา Direct PPA

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของภาครัฐ โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดภาระภาคประชาชน และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจส่งผลต่อการเลื่อนประกาศแผน PDP ออกไป แต่อย่างไรก็ตามในครึ่งปีหลังนี้ ธีม Data Center และ AI จะยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนราคาหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าแบบยกแผงเนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมช่วงเริ่มต้น (Early Stage) ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง

ขณะที่บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ประเด็นสำคัญจากการประชุม กพช.เมื่อ 15 ก.ค.69 ซึ่งมีนัยสำคัญต่อกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าของไทย ดังนี้

การปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน

  1. ยกเลิกการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายสาธารณะ (เช่น ค่าไฟฟ้าส่องสว่างถนน) ออกจากบิลค่าไฟของผู้ใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือน
  2. ลดอัตราค่าไฟฟ้าในการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรกเหลือ 3.0 บาท/กิโลวัตต์ชั่วโมง ขณะที่การใช้ไฟฟ้าส่วนที่เกินจากนั้นยังคงใช้อัตราเดิม
  3. ขยายสิทธิ์การใช้โครงสร้างค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือนไปยังหอพัก อสังหาริมทรัพย์ให้เช่า และครัวเรือนที่ไม่มีทะเบียนบ้าน
  4. ภาระต้นทุนราว 1.8 หมื่นล้านบาทต่อปี จะถูกชดเชยจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้า รายได้จาก data center, direct PPA, การลดภาระการจ่าย adder และโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ชุมชน (community solar) โดยคาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ได้เร็วที่สุดในรอบบิล ส.ค. 2569 นี้

มุมมองเป็นกลาง การปรับลดค่าไฟจะมีผลเฉพาะผู้ใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือน ส่วนผู้ประกอบการ SPP โดยทั่วไปจำหน่ายไฟให้ลูกค้า IU ในโครงสร้างอัตราค่าไฟที่แยกต่างหาก (ไม่มีผลต่อกำไร)

การเปิดเสรีตลาดพลังงานสะอาด

  1. ขยายกรอบการทำ direct PPA ให้ครอบคลุมภาคอุตสาหกรรมอื่นนอกเหนือจาก data center เพื่อให้สามารถจัดซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนโดยตรงจากผู้ผลิตที่เชื่อมต่อผ่านระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (third-party access: TPA)
  2. ปฏิรูปสัญญา adder เดิม โดยกำหนดวันสิ้นสุดที่ชัดเจนของสัญญา Non-Firm SPP/VSPP PPA ที่มีการต่ออายุอัตโนมัติ และปรับอัตรารับซื้อไฟฟ้าให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่แท้จริง (เช่น ปรับลด adder ของโครงการโซลาร์ลงเหลือ 2.1579 บาท/กิโลวัตต์ชั่วโมง)
  3. เดินหน้าโครงการ community solar ขนาด 1,500MW ภายใต้โครงการรับซื้อไฟฟ้าแบบ Non-Firm FiT อายุสัญญา 25 ปีที่อัตรา 2.1679 บาท/กิโลวัตต์ชั่วโมงโดยกำหนดขนาดโครงการไม่เกิน 10MW ใช้วิธีคัดเลือกจากระบบให้คะแนนการแข่งขัน (competitive scoring) แทนระบบมาก่อนได้ก่อนและจำกัดกำลังการผลิตรวมไม่เกิน 30MW ต่อผู้พัฒนาโครงการ

มุมมองเป็นบวก ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้ารายใหญ่ที่มีประวัติการดำเนินงานแข็งแกร่ง (นำโดย GULF, BGRIM และ GPSC) จะได้ประโยชน์จากการขยายสิทธิ์การทำ direct PPA ไปยังภาคอุตสาหกรรมอื่น ซึ่งจะช่วยรองรับอุปสงค์การใช้ไฟฟ้าสีเขียวที่เพิ่มขึ้นจากบริษัทข้ามชาติ แม้การปรับเงื่อนไข adder ยังคงมี sentiment เชิงลบต่อผู้ประกอบการพลังงานหมุนเวียนในโครงการนี้

กรอบกำกับดูแล data center (DC)

  • เตรียมกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับ data center ที่ระดับสูงสุดราว 5-6 บาท/กิโลวัตต์ชั่วโมง เพื่อสะท้อนการใช้ไฟฟ้าปริมาณมากและต้นทุนการลงทุนในระบบโครงข่ายไฟฟ้า พร้อมทั้งป้องกันไม่ให้มีการผลักภาระต้นทุนไปยังผู้ใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือน

มุมมองเป็นกลาง แม้อัตราค่าไฟที่เสนอจะสูงกว่าศูนย์กลาง data center หลักในอาเซียน (2.3–4.5 บาท/กิโลวัตต์ชั่วโมง) แต่ผู้ลงทุนยังเน้นที่ความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและแหล่งน้ำ สิทธิประโยชน์จากภาครัฐ ความพร้อมของโครงข่ายไฟฟ้า และทำเลที่ดี ซึ่งประเทศไทยยังมีความได้เปรียบในปัจจัยเหล่านี้

เราคงให้น้ำหนักลงทุนกลุ่มโรงไฟฟ้า “มากกว่าตลาดฯ” โดยยังคงชื่นชอบ GPSC มากที่สุด รองลงมาคือ GULF และ BGRIM โดยที่ catalyst ในการ re-rating คือ การประกาศแผน PDP2569 ของประเทศไทย อุปสงค์ที่ขับเคลื่อนโดยการลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI (โดยเฉพาะโครงการ data center) และการขยายอายุสัญญา PPA ของโครงการโรงไฟฟ้าที่กำลังจะหมดอายุลง

โดย วรินทร ศิรินอก