บริษัท เจย์ แคปปิตอล แอดไวเซอรี จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ (IFA) ได้เปิดเผยรายงานความเห็นต่อผู้ถือหุ้นของ บมจ.โพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) [PTL] กรณีที่ บริษัท เอจีพีเอช (ประเทศไทย) จำกัด ได้ยื่นคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของบริษัท (Mandatory Tender Offer) จำนวนไม่เกิน 441,000,000 หุ้น หรือคิดเป็น 49% ของหุ้นที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมด ในราคาเสนอซื้อ 15.00 บาทต่อหุ้น โดยแนะนำว่าผู้ถือหุ้นควรปฏิเสธคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ เนื่องจากมูลค่ายุติธรรมของหุ้นสูงกว่าราคาเสนอซื้อ
IFA ได้ทำการประเมินมูลค่ายุติธรรมของหุ้น PTL ด้วยวิธีคิดลดกระแสเงินสด (Discounted Cash Flow Approach: DCF) ซึ่งเป็นวิธีที่สะท้อนผลการดำเนินงาน แผนการธุรกิจ และความสามารถในการทำกำไรของบริษัทในอนาคต โดยได้ผลลัพธ์มูลค่ายุติธรรมอยู่ที่ 21.71 – 23.56 บาทต่อหุ้น เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับราคาเสนอซื้อที่ 15.00 บาทต่อหุ้น พบว่าราคาเสนอซื้อดังกล่าว ต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรม ที่ประเมินโดย IFA อยู่จำนวน 6.71-8.56 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็น 30.91-36.33% ของมูลค่ายุติธรรม ดังนั้น คณะกรรมการของบริษัท (ไม่รวมกรรมการที่มีส่วนได้เสีย) จึงมีมติเป็นเอกฉันท์แนะนำให้ผู้ถือหุ้น “ควรปฏิเสธคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ในครั้งนี้”
ในรายงานของ IFA ได้ระบุถึงปัจจัยลบและสิ่งท้าทายที่ส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานรอบปีบัญชีล่าสุดของ PTL ว่า อุตสาหกรรมเผชิญภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) ตลาดฟิล์ม PET ชนิดบางทั่วโลกประสบปัญหาอุปทานล้นตลาดจากการขยายกำลังการผลิตของคู่แข่ง โดยเฉพาะในประเทศจีนและอินเดีย ส่งผลกดดันต่อราคาขายเฉลี่ย (Average Selling Price) และอัตรากำไรขั้นต้นของบริษัท
ผลกระทบจากมาตรการทางการค้า:การส่งออกไปยังตลาดหลักในอเมริกาเหนือได้รับผลกระทบจากกำแพงภาษีและมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-dumping), ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนและอนุพันธ์:บริษัทรับรู้ผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากอัตราแลกเปลี่ยนและการปรับมูลค่าตราสารอนุพันธ์ (Mark-to-Market) จากความผันผวนของค่าเงินสกุลท้องถิ่นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐและยูโร
ความล่าช้าในการเริ่มเดินเครื่องจักรใหม่ โครงการขยายสายการผลิตฟิล์มบาง BOPET ในสหรัฐอเมริกามีการรับรู้รายได้ล่าช้ากว่าแผน เนื่องจากปัญหาทางเทคนิคในช่วงเริ่มต้น (Start-up Issues) ขณะที่บริษัทต้องรับรู้ต้นทุนคงที่ ทั้งค่าเสื่อมราคาและค่าใช้จ่ายพนักงานเข้ามาแล้ว
อย่างไรก็ตาม แม้จะเผชิญปัจจัยลบในระยะสั้น แต่ IFA ประเมินศักยภาพและปัจจัยบวกที่จะสนับสนุนการเติบโตในระยะยาวของบริษัทไว้ดังนี้
1.สถานะทางการตลาดระดับโลก PTL เป็นผู้ผลิตฟิล์ม BOPET ชนิดบางรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก (ไม่รวมประเทศจีน) และเป็นผู้ผลิตฟิล์ม BOPET ชนิดหนารายเดียวในประเทศไทย โดยมีฐานการผลิตกระจายอยู่ใน 4 ประเทศหลัก ได้แก่ ไทย ตุรกี อินโดนีเซีย และสหรัฐอเมริกา ซึ่งช่วยกระจายความเสี่ยงทางภูมิศาสตร์
2.การเติบโตของกลุ่มสินค้าที่มีมาร์จิ้นสูง (D-PAC) ปริมาณการจำหน่ายสินค้ากลุ่ม Differentiated และ Value-added Products (D-PAC) เช่น ฟิล์มเคลือบซิลิโคนและฟิล์มโฮโลแกรม มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ช่วยรักษาระดับกำไร (EBITDA) ได้ดี
3.แนวโน้มความต้องการของตลาดฟื้นตัว อุปสงค์ฟิล์ม BOPET ชนิดบางทั่วโลกในระยะยาวคาดว่าจะยังคงขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 5-6 ต่อปี ตามการเติบโตของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์และสินค้าอุปโภคบริโภค
4.โครงสร้างทางการเงินที่มั่นคง บริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) อยู่ในระดับต่ำ และมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่สม่ำเสมอ
รายงานระบุเพิ่มเติมว่า Polyplex Corporation Ltd. (PCL) ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของบริษัททั้งทางตรงและทางอ้อมในสัดส่วนรวมร้อยละ 51.00 ได้แจ้งความประสงค์อย่างเป็นทางการว่าจะ “ไม่เข้าร่วมขายหุ้น” ในการทำคำเสนอซื้อครั้งนี้





