เปิดโผคณะรัฐมนตรีอังกฤษชุดใหม่ ภายใต้บังเหียน “แอนดี เบอร์แนม”

ชาวอังกฤษได้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีชุดใหม่อย่างเป็นทางการแล้วในวันจันทร์ (20 ก.ค.) โดยแอนดี เบอร์แนม ผู้นำพรรคแรงงาน เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังจากที่ได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 พระประมุขแห่งสหราชอาณาจักร ณ พระราชวังบักกิงแฮม

ทั้งนี้ เบอร์แนมเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษต่อจาก เคียร์ สตาร์เมอร์ ซึ่งได้ทูลเกล้าฯ ถวายหนังสือลาออกต่อสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ก่อนหน้านี้

ให้คำมั่นนำพาอังกฤษสู่เศรษฐกิจและการเมืองแบบใหม่

เบอร์แนมกล่าวสุนทรพจน์ครั้งแรกในฐานะนายกรัฐมนตรี ณ บริเวณด้านหน้าบ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนิง โดยกล่าวว่า เขาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 7 ของอังกฤษนับตั้งแต่ปี 2559 พร้อมกับยอมรับว่า ในช่วงที่ผ่านมานั้น นักการเมืองยังทำได้ไม่ดีพอ และเขาให้คำมั่นว่าจะทำหน้าที่ให้ดียิ่งขึ้น

“เราจะทำให้ช่วงเวลานี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอังกฤษ โดยนำเสนอการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 40 ปี อันจะนำมาซึ่งรูปแบบการเมืองใหม่และรูปแบบเศรษฐกิจใหม่” เขากล่าว

เบอร์แนมกล่าวว่า รัฐบาลของเขาจะทำให้การเมือง “มุ่งเน้นไปที่การทำงานร่วมกันมากขึ้น” และให้ความสำคัญกับ “การแก้ปัญหา” มากกว่า “การโต้เถียงเพื่อเอาชนะ” นอกจากนี้ เขายังให้คำมั่นว่าจะกระจายอำนาจจากรัฐสภาเวสต์มินสเตอร์ไปยังชุมชนทั่วประเทศ ฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรมของอังกฤษผ่านการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ และนำการบริการขั้นพื้นฐานมาอยู่ภายใต้การดูแลของรัฐอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น

เบอร์แนมยังกล่าวด้วยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของเขาจะประกาศมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพในวันนี้ (21 ก.ค.) และจะเปิดตัวแผนระยะยาว 10 ปีสำหรับอังกฤษในช่วงปลายปีนี้

เผยโฉมคณะรัฐมนตรีอังกฤษภายใต้รัฐบาลเบอร์แนม

เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังเข้ารับตำแหน่ง เบอร์แนมได้ประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ดังนี้

จอห์น ฮีลีย์ ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยฮีลีย์เป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่ลาออกจากตำแหน่งเมื่อเดือนที่แล้ว เนื่องจากมีความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับแผนการใช้จ่ายด้านกลาโหมของรัฐบาลชุดก่อน ขณะที่สื่ออังกฤษมองว่าการแต่งตั้งฮีลีย์ให้นั่งตำแหน่งรัฐมนตรีคลัง ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่เหนือความคาดหมาย

เอ็ด มิลิแบนด์ ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ชาบานา มาห์มูด ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเช่นเดิม

ลูอิส เฮก ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีคนแรก (First Secretary of State) ควบตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักดัชชีแห่งแลงคาสเตอร์ (Chancellor of the Duchy of Lancaster) และรัฐมนตรีประจำสำนักงานคณะรัฐมนตรี (Minister for the Cabinet Office)

อีแวตต์ คูเปอร์ ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

แพต แมคแฟดเดน ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและบำนาญเช่นเดิม

แองเจลา เรย์เนอร์ ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเคหะ ชุมชน และการปกครองส่วนท้องถิ่น หลังจากที่เคยลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกระทรวงการเคหะ และรองหัวหน้าพรรคแรงงาน เมื่อเดือนกันยายน 2568 เนื่องจากที่ปรึกษาอิสระด้านมาตรฐานจริยธรรมพบว่าเธอละเมิดกฎข้อบังคับตามประมวลจริยธรรมรัฐมนตรี กรณีชำระภาษีอสังหาริมทรัพย์ต่ำกว่าความเป็นจริงในการซื้อบ้าน

โจนาธาน เรย์โนลด์ส ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นวัตกรรม วิทยาศาสตร์ และการค้า

เวส สตรีตติง ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยสตรีตติงเป็นอดีตรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข และเคยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในตัวเต็งที่จะสืบทอดตำแหน่งต่อจากสตาร์เมอร์ แต่เขาตัดสินใจไม่ลงแข่งขันชิงตำแหน่งผู้นำพรรคแรงงาน และหันมาสนับสนุนเบอร์แนมแทน

นักวิเคราะห์มองว่า คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของเบอร์แนมต้องเผชิญกับความท้าทายที่สตาร์เมอร์ไม่สามารถก้าวข้ามได้ รวมถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ซบเซา ตลอดจนการบริการสาธารณะที่ไม่เพียงพอ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น และภูมิทัศน์ทางการเมืองที่แตกแยกมากขึ้น

เปิดประวัติ แอนดี เบอร์แนม นายกรัฐมนตรีคนที่ 7 ในรอบทศวรรษของอังกฤษ

เบอร์แนม วัย 56 ปี เกิดในลิเวอร์พูล บิดาเป็นวิศวกรโทรศัพท์ และมารดาทำงานเป็นพนักงานต้อนรับ เขาเข้าร่วมพรรคแรงงานตั้งแต่อายุ 15 ปี เบอร์แนมเข้ารับการศึกษาที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และหลังจากสำเร็จการศึกษา เขาได้เดินตามเส้นทางที่นักการเมืองอังกฤษนิยมทำกัน นั่นคือการทำงานเป็นนักวิจัยในรัฐสภา

เขาได้รับการเลือกตั้งเข้าสู่สภาสามัญชนเป็นครั้งแรกในปี 2544 และเคยทำงานเป็นที่ปรึกษา รวมถึงเคยเป็นรัฐมนตรีภายใต้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี โทนี แบลร์ ในขณะนั้น นอกจากนี้ เบอร์แนมเคยลงคะแนนเสียงสนับสนุนการแทรกแซงทางทหารของสหราชอาณาจักรในอิรักร่วมกับสหรัฐฯ เมื่อปี 2546

บทบาทที่โดดเด่นที่สุดของเขาคือการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ภายใต้รัฐบาลของ กอร์ดอน บราวน์ ผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากโทนี แบลร์ และต่อมาเขากลายเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ระดับสูงเพียงไม่กี่คนจากยุคโทนี แบลร์ ที่ร่วมงานกับ เจเรมี คอร์บิน ผู้นำฝ่ายซ้ายจัดที่ถูกขับออกจากพรรคแรงงานในเวลาต่อมา

เบอร์แนมเคยลงสมัครชิงตำแหน่งผู้นำพรรคแรงงานมาแล้วสองครั้ง แต่การที่เขาเคยสนับสนุนการบุกอิรักในอดีตได้กลายเป็นอุปสรรคต่อการลงสมัครทั้งสองครั้ง โดยในแข่งขันครั้งที่สองเมื่อปี 2558 เบอร์แนมพ่ายแพ้ให้กับคอร์บินด้วยคะแนนเสียงที่ห่างกันมาก และเขาได้ก้าวลงจากตำแหน่งในรัฐสภาในปี 2560

จากนั้นเขาได้พลิกบทบาทตัวเองใหม่ในฐานะผู้พิทักษ์ผลประโยชน์ของกลุ่มประชากรชนชั้นแรงงานในภาคเหนือของอังกฤษตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองเกรตเทอร์แมนเชสเตอร์ยาวนานกว่าสองสมัย

ในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งนั้น เมืองเกรตเทอร์แมนเชสเตอร์เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเศรษฐกิจขยายตัวเป็นสองเท่าของอัตราเฉลี่ยระดับประเทศ เบอร์แนมได้ยกระดับชื่อเสียงของเมืองและกลายเป็นผู้สร้างขวัญกำลังใจให้แก่เมืองเกรตเทอร์แมนเชสเตอร์

เบอร์แนมได้รับฉายาว่า “ราชาแห่งแดนเหนือ” (King of the North) ซึ่งอ้างอิงจากซีรีส์ทางโทรทัศน์เรื่อง Game of Thrones หลังจากที่เขาได้กล่าวสุนทรพจน์อันดุเดือด วิพากษ์วิจารณ์การที่รัฐบาลอังกฤษปฏิบัติต่อเมืองเกรตเทอร์แมนเชสเตอร์ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 และฉายานั้นก็ติดตัวเขาเรื่อยมา

เบอร์แนมได้ใช้เวลาตลอดปีที่ผ่านมาในการพยายามเปลี่ยนผลงานในตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองเกรตเทอร์แมนเชสเตอร์ให้กลายเป็นพิมพ์เขียวสำหรับการฟื้นฟูประเทศ ผลลัพธ์ที่ได้คือสิ่งที่เขาเรียกว่า “แนวคิดแบบแมนเชสเตอร์” (Manchesterism) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองที่มีรากฐานมาจากการควบคุมบริการที่จำเป็นโดยท้องถิ่น และนโยบายที่เป็นเอกลักษณ์ของเขาคือการปฏิรูประบบขนส่งรถโดยสารประจำทาง

โดย รัตนา พงศ์ทวิช/ปรียพรรณ มีสุข