
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานเปิดงาน Thailand² ยกกำลังประเทศไทย ยกระดับทุนมนุษย์ โดยประกาศให้การพัฒนาทุนมนุษย์ เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของรัฐบาล เพื่อยกระดับศักยภาพคนไทยทุกช่วงวัย รองรับการเปลี่ยนแปลงของโลก และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
โดยเป็นความร่วมมือของ 5 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, กระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงแรงงาน, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อบูรณาการการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ พร้อมแถลงผลการดำเนินงานในช่วง 90 วันที่ผ่านมา
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การพัฒนาคนเป็นเรื่องเร่งด่วนของโลกในยุคที่ต้องเผชิญทั้งสังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์ และความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม ประเทศที่จะก้าวทันโลกได้ต้องมีทุนมนุษย์ ที่สามารถเรียนรู้และปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว จึงเป็นเหตุผลที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับศักยภาพคนไทยเป็นวาระสำคัญของประเทศ
นายอนุทิน กล่าวว่า จากการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เห็นแนวทางการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง Huawei, Xiaomi และ Alibaba ซึ่งให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านบุคลากรและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ Huawei ที่นำรายได้ประมาณ 20% กลับมาลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศที่ต้องการก้าวขึ้นเป็นผู้นำจำเป็นต้องลงทุนกับคนและองค์ความรู้ควบคู่กับเทคโนโลยี

ทั้งนี้ รัฐบาลจะผลักดันให้การพัฒนาทุนมนุษย์ เป็นภารกิจหลักของทุกหน่วยงาน โดยสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) การยกระดับทักษะแรงงาน การเข้าถึงการศึกษาของคนทุกช่วงวัย รวมถึงการดูแลสุขภาวะทางจิต เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประชาชนสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายอนุทิน ยังกล่าวชื่นชมการบูรณาการทำงานของรัฐมนตรีทั้ง 5 กระทรวง ที่ร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายอย่างเป็นเอกภาพ ทำให้รัฐบาลสามารถเชื่อมโยงการทำงานด้านการศึกษา แรงงาน เกษตร การพัฒนาสังคม และการอุดมศึกษาเข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับศักยภาพของคนไทยในทุกมิติ
“การพัฒนาประเทศต้องเริ่มจากการพัฒนาคน เพราะทุนมนุษย์คือรากฐานที่สำคัญที่สุดของการสร้างอนาคตประเทศไทย” นายกรัฐมนตรี กล่าว พร้อมย้ำว่า รัฐบาลจะเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คนไทยมีศักยภาพพร้อมแข่งขันในเศรษฐกิจโลก และเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศต่อไป

“ยศชนัน” โชว์ผลงาน 90 วัน พร้อมเปิดแผน ‘Lifelong Support’ ชู 4 ยุทธศาสตร์ ศก.ใหม่
นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวในหัวข้อ “ยกกำลังประเทศไทย ยกระดับทุนมนุษย์” ซึ่งได้กางแผนปฏิบัติการ “Lifelong Support” ที่สะท้อนวิสัยทัศน์การดูแลคนไทยแบบครบวงจรตลอดช่วงชีวิต
โดยย้ำว่า การดูแลประชาชนต้องไม่ใช่แค่การสงเคราะห์ แต่คือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานมนุษย์ เริ่มตั้งแต่วัยเริ่มต้นชีวิต (0-6 ปี) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด รัฐบาลมุ่งลดภาระครอบครัววัยทำงาน ด้วยการรื้อระบบศูนย์เด็กปฐมวัย ปรับเวลาทำการให้สอดรับกับวิถีชีวิต และเวลาเข้างานของพ่อ-แม่ ผู้ปกครองอย่างแท้จริง พร้อมระบบหลังบ้านที่ถูกออกแบบใหม่ เพื่อเร่งรัดการจ่ายเบี้ยเด็กเล็ก 600 บาทให้ถึงมือครอบครัวภายใน 30-45 วัน ควบคู่ไปกับการผลักดันกฎหมายคุ้มครองเด็กให้เข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กไทยทุกคนจะเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย
เมื่อก้าวสู่วัยเรียน (7-18 ปี) รัฐบาลได้ประกาศสงครามกับความซ้ำซ้อนในระบบการศึกษาผ่านนโยบาย “คืนเวลาให้ครู” โดยกล้าที่จะยกเลิกโครงการที่ไม่จำเป็น และหั่นตัวชี้วัด (KPIs) ลงถึง 71.52% ซึ่งสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกให้แก่โรงเรียนกว่า 30,000 แห่งทั่วประเทศ ทำให้ครูได้กลับไปทำหน้าที่หลักคือการอยู่หน้าชั้นเรียนและพัฒนาผู้เรียน
ควบคู่ไปกับการผลักดันโครงการ Zero Dropout PLUS ที่ตั้งเป้าหมายยิ่งใหญ่ในการพาเด็กกว่า 500,000 คน ที่หลุดจากระบบให้กลับเข้าสู่ห้องเรียนหรือการฝึกอาชีพ พร้อมไปกับการสร้างผู้นำแห่งอนาคต ด้วยการมอบทุนเรียนต่อนานาชาติ ODOS กว่า 3,282 คน เพื่อนำองค์ความรู้ระดับโลกกลับมาพัฒนาประเทศ
สำหรับวัยเริ่มต้นเส้นทางอาชีพ และวัยสร้างตัว (19-35 ปี) ซึ่งเป็นวัยที่กำลังขยายขีดความสามารถ รัฐบาลได้ตัดสินใจทลายกำแพงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาครั้งประวัติศาสตร์ โดยอุดหนุนงบประมาณผ่านระบบ TCAS กว่า 147.2 ล้านบาท ส่งผลให้เยาวชนกว่า 9 แสนคน ได้รับสิทธิสอบ TGAT/TPAT ฟรี ถือเป็นการปลดล็อกภาระทางการเงินให้หลายแสนครอบครัว
สำหรับในมิติของการสร้างกำลังคน ได้ตั้งเป้าหมายเชิงรุกในการผลิตบุคลากรที่ตอบโจทย์โครงสร้างประเทศ ทั้งการผลิตแพทย์เพิ่ม 22,200 คน และบุคลากรทักษะสูงด้านเซมิคอนดักเตอร์กว่า 12,000 คน
นอกจากนี้ ยังสามารถจัดหางานให้ประชาชนลุล่วงไปแล้วกว่า 40,051 คน พร้อมยกระดับสวัสดิการผู้ประกันตนด้วยสิทธิทันตกรรมใหม่ 12 รายการที่ไม่ต้องสำรองจ่าย และไฮไลต์สำคัญ คือ การร่วมมือกับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Google มอบทุน Career Certificate เพื่อเดินหน้า upskill แรงงานไทยกว่า 10 ล้านคน ให้พร้อมรับมือกับคลื่นดิสรัปชันของยุค AI
สำหรับขยายศักยภาพไปจนถึงวัยเก๋า และกลุ่มเปราะบาง (36-60 ปีขึ้นไป) นายยศชนัน กล่าวว่า มุ่งยกระดับเกษตรกรสู่การเป็น “ผู้ประกอบการเทคโนโลยี” อย่างเต็มตัว ผ่านการสนับสนุนการใช้ปุ๋ยแบบแม่นยำตามค่าวิเคราะห์ดิน การผลักดันพื้นที่เกษตรปลอดภัย (GAP) และเกษตรอินทรีย์รวมกว่า 2.62 ล้านไร่ พร้อมส่งเสริมการใช้แอปพลิเคชันบริหารจัดการแปลงเกษตรด้วยดาวเทียม
ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้สร้างโครงข่ายความมั่นคงในบั้นปลายชีวิต ด้วยสูตรบำนาญชราภาพ “CARE” มีการปรับเกณฑ์การบำบัดทดแทนไตเพื่อต่อชีวิตผู้ป่วย และลดการรอคอย รวมถึงการใช้บิ๊กดาต้าอย่างระบบ Social Map สแกนพื้นที่เพื่อค้นหากลุ่มเปราะบางที่ตกหล่นกว่า 2.3 แสนคนให้เข้าถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
นอกจากนี้ ยังเดินหน้าขยาย Digital Healthcare Platform ที่ปัจจุบันมีผู้ใช้งานกว่า 3.67 ล้านคน เตรียมเปิดตัวเมืองต้นแบบ Senior Complex ที่อำเภอบางละมุง และเตรียมเคาะงบประมาณเพื่อสนับสนุนเบี้ยคนพิการถ้วนหน้าในอัตรา 1,000 บาท

นอกจากการวางรากฐานระยะยาวแล้ว นายยศชนัน ยังได้ฉายภาพผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมในช่วง 90 วันที่ผ่านมา ภายใต้วาทกรรมสำคัญที่ว่า “สิ่งที่เราทำ เราลงมือทำจริง ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” โดยแบ่งการทำงานออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ “การเริ่มงานใหม่” ที่เห็นผลทันตา อาทิ นโยบาย TCAS69 เท่าเทียม, การนำ AI เข้ามาสแกนความซ้ำซ้อนของงานวิจัยระดับชาติ ซึ่งช่วยรัฐประหยัดงบประมาณไปได้ทันทีกว่า 72 ล้านบาท, การผลักดันเพื่อปรับเงินเดือนเยียวยาพนักงานมหาวิทยาลัยกว่า 67,000 คน และความภูมิใจสูงสุดในการส่งมอบอุปกรณ์อวกาศฝีมือคนไทย “CE-7 MATCH” เพื่อเตรียมขึ้นวงโคจรรอบดวงจันทร์
ในขณะที่ “การสานงานเดิม” ก็ถูกขยายผลจนเกิดอิมแพคระดับชาติ ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์ม Traffy Fondue ที่พลิกโฉมการแก้ปัญหาเมืองและรับเรื่องราวร้องทุกข์ สำเร็จไปกว่า 1.9 ล้านเรื่อง, แพลตฟอร์มแก้จนแม่นยำ (PPAP) ที่ใช้ดาต้าชี้เป้าช่วยเหลือชาวบ้านกว่า 3 แสนครัวเรือน ไปจนถึงการยกระดับ Local Enterprises ที่สร้างเม็ดเงินเข้าชุมชนเกือบหมื่นล้านบาทต่อปี รวมถึงโครงการบริหารจัดการน้ำให้มั่นคงด้วย Big Data และโครงการรถไฟไทยทำ ซึ่งทั้งหมดนี้ คือ บทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่านวัตกรรมสามารถแก้ปัญหาปากท้อง และยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยได้อย่างแท้จริง
นอกจากนี้ นายยศชนัน ได้กางแผนที่นำทางสู่การสร้างรายได้ใหม่ของประเทศ โดยประกาศการเดินเครื่อง 4 ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engines) ประกอบด้วย
- ยุทธศาสตร์ Semiconductor Thailand ที่เตรียมรุกฆาตด้วยนโยบาย ASEAN Chips Diplomacy เพื่อดันไทยเป็นฐานการผลิตระดับภูมิภาค
- ยุทธศาสตร์ Wellness Economy ที่พร้อมอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนกว่า 12,000 ล้านบาทในระบบนิเวศนวัตกรรมการแพทย์
- ยุทธศาสตร์ Space Economy ผ่านความร่วมมือภารกิจสำรวจดวงจันทร์ร่วมกับมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐอเมริกา
- ยุทธศาสตร์ AI ระดับชาติที่ตั้งเป้าหมายใหญ่ในการสร้างความรู้ด้านดิจิทัลให้คนไทย 20 ล้านคน พร้อมเปิดตัวดัชนีความพร้อม TARI เพื่อประเมินและยกระดับองค์กรทั่วประเทศ
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์





