FETCO เผยต่างชาติอัพเป้าหุ้นไทยชน 1,800 จุด Fund Flow ระยะยาวไหลเข้า-Valuation ถูกน่าเก็บ ชี้ TISA ตัวพลิกเกม

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเริ่มเห็นพัฒนาการเชิงบวกมากขึ้น จากสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ชัดเจน ส่งผลให้นักลงทุนกลับมามีความเชื่อมั่นมากขึ้น หลังจากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยถูกขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงินลงทุนระยะสั้นเป็นหลัก โดยเฉพาะการใช้ Robot Trading แต่ปัจจุบันเริ่มเห็น Fund Flow ต่างชาติที่เป็นการลงทุนระยะยาวและมีการซื้อสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่โบรกเกอร์ต่างชาติหลายแห่งได้ทยอยปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทย โดยบางสำนักฯประเมินเป้าหมายสูงกว่าโบรกเกอร์ในประเทศ และมองว่าดัชนี SET มีโอกาสปรับขึ้นสู่ระดับ 1,700-1,800 จุด แม้อาจยังไม่เกิดขึ้นภายในปีนี้ แต่สะท้อนว่าตลาดหุ้นไทยยังมีศักยภาพในการเติบโตต่อในระยะข้างหน้า

ด้านมูลค่าหุ้นไทยในปัจจุบันที่ซื้อขายในระดับ P/E ราว 13.5 เท่า และมีแนวโน้มลดลงสู่ประมาณ 12 เท่าในปี 70 ถือว่าอยู่ในระดับที่น่าสนใจ เมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐาน ขณะที่กำไรของบริษัทจดทะเบียนยังเติบโตได้ในระดับ 6-8% โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารที่ยังสร้างผลการดำเนินงานได้อย่างแข็งแกร่ง

นอกจากนี้ FETCO มองว่าประเทศไทยมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก (Supply Chain Relocation) ทำให้อาจเห็นเม็ดเงินลงทุนระดับแสนล้านบาทไหลเข้าสู่ประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่หลายภูมิภาคทั่วโลกเผชิญความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้นักลงทุนมองหาฐานการลงทุนใหม่ที่มีเสถียรภาพมากขึ้น

“หากเปรียบเทียบกับเม็ดเงินลงทุนทั่วโลก Fund Flow ที่ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยยังถือว่ามีขนาดไม่มาก เพราะบริษัทขนาดใหญ่ในต่างประเทศหลายแห่งมี Market Cap ที่สูงกว่าตลาดหุ้นไทยทั้งประเทศหลายเท่า จึงยังมีโอกาสที่ Fund Flow ต่างชาติจะไหลเข้าสู่ตลาดไทยได้อีกมากในอนาคต” นายไพบูลย์ กล่าว

ส่วนความคืบหน้าโครงการ TISA ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการปรับรายละเอียด แนวคิดคือแบ่งการลงทุนออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ การลงทุนเพื่อการเกษียณที่ถือครองจนถึงอายุ 55 ปี และการลงทุนเพื่อสร้าง Culture การออมในระยะยาว ซึ่งกำหนดระยะเวลาถือครองประมาณ 5 ปีในลักษณะใกล้เคียงกับกองทุน LTF เดิม โดยแนวทางดังกล่าวอาจเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนสามารถถอนเงินปันผลออกมาใช้ได้ เพื่อส่งเสริมการลงทุนในหุ้นปันผล

อีกทั้งจะเป็นมาตรการถาวร ไม่ใช่มาตรการชั่วคราว เพื่อให้มีเม็ดเงินลงทุนใหม่เข้าสู่ตลาดทุนอย่างต่อเนื่องในทุกๆปี และช่วยลดความเสี่ยงการเกิดแรงขายจำนวนมากเมื่อครบกำหนดสิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax Bomb) เหมือนในอดีต และสร้างฐานนักลงทุนรุ่นใหม่ในระยะยาวในลักษณะเดียวกับประเทศญี่ปุ่น

สำหรับจุดเปลี่ยนสำคัญของโครงการ TISA คือ แนวคิดเปิดให้ผู้ลงทุนสามารถลงทุนในหุ้นรายตัวได้ ไม่จำกัดเฉพาะการลงทุนผ่านกองทุนรวมเหมือนที่ผ่านมา โดยจะใช้ระบบบัญชีย่อย (Sub-account) สำหรับติดตามสิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนและประกาศรายละเอียดได้ภายในเดือนกันยายนนี้

โดยระหว่างที่รอมาตรการใหม่ นักลงทุนยังสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการลงทุนในกองทุน Thai ESG ซึ่งยังมีวงเงินลงทุนสูงสุด 300,000 บาท ขณะที่วงเงินของ TISA ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา แต่มีเป้าหมายให้ไม่ต่ำกว่าสิทธิประโยชน์ของ LTF เดิมที่ 500,000 บาท

ทั้งนี้ หากโครงการ TISA ได้รับการอนุมัติ เชื่อว่ากลุ่มหุ้นที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์มากที่สุดคือ หุ้นขนาดใหญ่ และหุ้นที่จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ เนื่องจากเหมาะกับการลงทุนระยะยาว และช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้ลงทุนที่ต้องการถือครองสินทรัพย์เพื่อรับผลตอบแทนอย่างต่อเนื่องในระยะยาวด้วยเช่นกัน

โดย จีรายุทธ จันทรงสกุล