
ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) จัดเสวนา “เมื่อโลกเปลี่ยน ธุรกิจต้องปรับ : ความยั่งยืนกับโอกาสใหม่ของผู้ประกอบการไทย” เพื่อสร้างความตระหนักรู้และเตรียมความพร้อมให้ภาคธุรกิจไทยรับมือกับมาตรการทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะกฎระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ (PPWR) ของสหภาพยุโรป (EU) ที่กำลังจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานการส่งออกไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้
นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK เปิดเผยว่า ปัจจุบันมาตรการทางการค้าที่เข้มข้นที่สุดมาจากฝั่งยุโรป ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ European Green Deal ซึ่งมีมาตรการที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมแล้วกว่า 3,400 มาตรการ หากผู้ประกอบการไทยไม่ปรับตัวจะสูญเสียโอกาสทางการค้ามหาศาล เนื่องจากปัจจุบันมีเพียงรายใหญ่ประมาณ 70% ที่เริ่มปรับตัวแล้ว ขณะที่รายย่อย (SMEs) ยังดำเนินการน้อยมาก
กฎระเบียบสากลที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญ ได้แก่
สหภาพยุโรป (EU) นอกจากมาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) หรือมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนที่ครอบคลุมสินค้า 7 ประเภทแรกแล้ว ยังมีมาตรการ PPWR (Packaging and Packaging Waste Regulation) ที่จะบังคับใช้ในทางปฏิบัติวันที่ 12 สิงหาคม 2569 และ EUDR (European Union Deforestation Regulation) หรือกฎหมายว่าด้วยการตัดไม้ทำลายป่า รวมถึง CSRD (Corporate Sustainability Reporting Directive) ซึ่งเป็นข้อกำหนดการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนที่เข้มงวด
สหรัฐอเมริกา กำลังผลักดันกฎหมาย PROVE IT Act (Providing Reliable Objective Verifiable Emissions Intensity and Transparency Act) และร่างกฎหมาย Foreign Pollution Fee Act ซึ่งจะเก็บค่าธรรมเนียมสินค่านำเข้าที่มีความเข้มข้นของคาร์บอน (Carbon Intensity) สูงกว่าสินค้าในสหรัฐฯ
จีน ได้พัฒนามาตรฐาน CSDS (National Sustainability Disclosure Standards) เพื่อยกระดับการรายงาน ESG ให้สอดคล้องกับสากล และมีการบังคับใช้ระบบ ETS (Emission Trading System) หรือระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เข้มงวดขึ้น

นางสาววรมน สินสุวรรณ ผู้อำนวยการกองสหภาพยุโรป กรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า PPWR มีสถานะเป็น Regulation (ข้อบังคับ) ซึ่งสมาชิก EU ทั้ง 27 ประเทศต้องปฏิบัติตามทันทีโดยห้ามบิดเบือน แตกต่างจาก Directive (คำสั่ง) ที่ยังมีความยืดหยุ่นให้แต่ละประเทศไปออกกฎหมายเอง
โดยตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม นี้ ผู้ประกอบการต้องเตรียมเอกสารสำคัญคือ Technical Document (TD) และ Declaration of Conformity (DOC) เพื่อยืนยันว่าบรรจุภัณฑ์ไม่มีสารอันตราย เช่น โลหะหนัก (ตะกั่ว, แคดเมียม, ปรอท) และสาร PFAS (Per- and Polyfluoroalkyl Substances) หรือ “สารเคมีอมตะ” ที่ย่อยสลายยาก กฎระเบียบนี้ครอบคลุมบรรจุภัณฑ์ 3 ระดับ คือ
- Primary Packaging: บรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสสินค้าโดยตรง เช่น ขวด กล่อง ถุง
- Secondary Packaging: บรรจุภัณฑ์ชั้นที่สอง เช่น พลาสติกหุ้มแพ็ค
- Tertiary Packaging: บรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่ง เช่น พาเลท และตัวยึดต่างๆ
นพ.วีรฉัตร กิตติรัตนไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม จำกัด กล่าวว่า มนุษย์ทิ้งพลาสติกเฉลี่ย 1.8 ชิ้นต่อคนต่อวัน หรือรวมหมื่นล้านชิ้นต่อวันทั่วโลก ซึ่งพลาสติกเหล่านี้จะกลายเป็นไมโครพลาสติกที่ปนเปื้อนในห่วงโซ่อาหาร โดยผลการตรวจในสหรัฐฯ พบไมโครพลาสติกในอุจจาระมนุษย์ถึง 33% และเป็นสาเหตุสำคัญของโรคมะเร็ง รวมถึงความผิดปกติในทารกแรกเกิด
นพ.วีรฉัตร ย้ำว่าการ Recycle (รีไซเคิล) ซึ่งทั่วโลกทำได้เพียง 9% ในรอบ 25 ปี หรือการ Reduce (ลดการใช้) ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทันเวลา ทางออกที่ยั่งยืนคือการ Replace (แทนที่) ด้วยวัสดุธรรมชาติจากฐานเกษตรกรรมของไทย เช่น ชานอ้อย ฟางข้าว และผักตบชวา มาผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ 100% ภายใน 30 วัน ซึ่งนอกจากจะตอบโจทย์เกณฑ์ PPWR แล้ว ยังช่วยสร้างรายให้เกษตรกร (เพิ่มราคาฟางข้าวจาก 1 บาท เป็น 20 บาทต่อกิโลกรัม) และลดปัญหาการเผาไร่นาที่เป็นต้นเหตุของ PM 2.5
EXIM BANK ชูบริการ “ไม่ใช่การเงิน” หนุน SME ทำรายงานยั่งยืน
นายอิทธิพล เลิศศักดิ์ธนกุล รองกรรมการผู้จัดการ EXIM BANK กล่าวว่า ธนาคารได้เปิดบริการ “ไม่ใช่การเงิน” เพื่อช่วยผู้ประกอบการรายย่อยจัดทำรายงานความยั่งยืนตามมาตรฐาน GRI (Global Reporting Initiative) ซึ่งเป็นต้นแบบของมาตรฐาน ESRS (European Sustainability Reporting Standard) ของยุโรป
นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อการปรับตัว เช่น
- สินเชื่อ EXIM Solar D-Carbon: สนับสนุนการติดตั้ง Solar Cell พร้อมบริการขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิตฟรี
- สินเชื่อ Green X Transformation: สนับสนุนการเปลี่ยนเครื่องจักรประสิทธิภาพสูงและรถ EV สำหรับธุรกิจ อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 2.75% ต่อปี
- โครงการ EXIM Know Your Carbon: ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มอบส่วนลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม 0.25% สำหรับผู้ที่ประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์ก





