
สหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบียบรรลุข้อตกลงความร่วมมือด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ซึ่งเปิดทางให้บริษัทอเมริกันสามารถเข้าไปสร้างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในซาอุดีอาระเบียได้ แต่ขณะเดียวกันก็อาจเป็นการเปิดโอกาสให้ซาอุดีอาระเบียสามารถเสริมสมรรถนะเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ได้ด้วยตนเอง
คริส ไรต์ รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ และเจ้าชายอับดุลอาซิซ บิน ซัลมาน รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานซาอุดีอาระเบีย ได้ร่วมลงนามในข้อตกลงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์เพื่อสันติ และข้อตกลงว่าด้วยมาตรการคุ้มครองร่วมทวิภาคี
ไรต์ระบุว่า ข้อตกลงทั้งสองฉบับสะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการยกระดับความสัมพันธ์ทางการค้า ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศพันธมิตร
ข้อตกลงดังกล่าวคาดว่าจะสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่บริษัทสหรัฐฯ เช่น เวสติงเฮาส์ อิเล็กทริก (Westinghouse Electric) แต่ขณะเดียวกันก็จะฉีกแนวไปจากข้อตกลงในอดีตที่เคยสั่งห้ามการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมอย่างเด็ดขาด การปรับเปลี่ยนนโยบายครั้งนี้ได้สร้างความกังวลให้กับบรรดาผู้เชี่ยวชาญรวมถึงสมาชิกสภาคองเกรสบางส่วน ที่เกรงว่าอาจเปิดทางให้ซาอุดีอาระเบียแปรรูปยูเรเนียมไปเป็นวัสดุสำหรับผลิตอาวุธได้
ด้านวอลล์สตรีทเจอร์นัล (WSJ) รายงานว่า ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว บริษัทสหรัฐฯ จะสามารถก่อสร้างโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในซาอุดีอาระเบียได้ หากผลการศึกษาร่วมระหว่างทั้งสองประเทศเห็นว่ามีความจำเป็น โดยโครงการดังกล่าวมีมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์
ทั้งนี้ การลงนามข้อตกลงดังกล่าวนี้มีขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งสหรัฐฯ ให้เหตุผลว่าเพื่อสกัดโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านและป้องกันการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์
นอกจากนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวยังนำไปสู่การที่อิหร่านเปิดฉากโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานหลายแห่งทั่วภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งรวมถึงโรงไฟฟ้าด้วย
โดย วรวิชญ์ สิทธิวัง/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์





