บลจ.กรุงศรี มั่นใจดัน AUM เข้าเป้า แนะสูตร 50:50 ลงทุนครึ่งปีหลังรับมือดอกเบี้ย-ภูมิรัฐศาสตร์ ลุยธีม AI-หุ้นปันผล

บลจ.กรุงศรี (KSAM) มั่นใจปี 69 AUM เข้าเป้า 7.2 แสนล้านบาท พร้อมนำเสนอกองทุนใหม่ที่หลากหลายตอบโจทย์การลงทุนต่อยอดความร่วมมือพันธมิตร ชี้เศรษฐกิจโลกครึ่งปีหลังยังโต หนุนด้วยธีม AI แนะกระจายพอร์ตในหุ้นเชิงรับเพิ่ม ส่วนหุ้นไทยยังมองไปได้ดี Fund Flow ยังไหลเข้าต่อเนื่อง ประเมินดัชนี SET ปีนี้ 1,650-1,700 จุด ปีนี้ EPS ปรับขึ้น

นางสุภาพร ลีนะบรรจง กรรมการผู้จัดการ KSAM เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 69 บริษัทมีทรัพย์สินภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) อยู่ที่ 6.91 แสนล้านบาท มีส่วนแบ่งตลาดภาพรวม 6.63% อยู่อันดับที่ 6 โดยกองทุนรวมยังคงเป็นธุรกิจหลักของบริษัทและมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ของอุตสาหกรรม หรือมีส่วนแบ่งตลาด 8.10% (ข้อมูล ณ มิ.ย. 69) ทั้งนี้มีจำนวนลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น 3.73 หมื่นราย ทำให้มีลูกค้าทั้งหมด 4.60 แสนราย

และในช่วงครึ่งปีแรก บลจ.กรุงศรี ยังเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยได้ร่วมมือกับบริษัทจัดการสินทรัพย์ชั้นนำระดับโลกอย่าง Invesco เปิดตัว 3 กองทุนใหม่ ได้แก่ KF-GEI ที่มีขนาดกองทุน 1,398 ล้านบาท กองทุน KF-SP500M และ กองทุน KF-SP500MFX ซึ่งมีขนาดกองทุนรวม 1,352 ล้านบาท นอกจากนี้บริษัทยังเป็นหนึ่งในผู้นำด้านกองทุนสกุลเงินตราต่างประเทศที่ครอบคลุมทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และธีมการลงทุนศักยภาพด้วยขนาดกองทุนรวมกันกว่า 1.39 พันล้านบาท

สำหรับแผนธุรกิจช่วงครึ่งหลังของปี 69 ยังคงมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุน พร้อมต่อยอดความร่วมมือกับบริษัทจัดการกองทุนชั้นนำ เพื่อนำเสนอกองทุนใหม่ที่มีความหลากหลายและตอบโจทย์สภาวะการลงทุน ควบคู่กับการพัฒนาช่องทางการให้บริการและระบบดิจิทัล ทั้งการเพิ่มช่องทางติดตามพอร์ตการลงทุนผ่าน LINE Connect และการพัฒนาฟีเจอร์ใหม่บน @ccess Mobile รวมถึงปรับโฉม @ccess Online เพื่อยกระดับประสบการณ์การลงทุนที่ดีอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ KSAM ยังคงเป้าหมาย AUM ในปี 69 นี้ที่ 7.2 แสนล้านบาท

*ครึ่งปีหลัง ตลาดหุ้นโลก-ไทยยังสดใสนำธีม AI

ด้านมุมมองเศรษฐกิจโลกปี 69 นายศิระ คล่องวิชา ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มการลงทุน KSam เปิดเผยว่า เศรษฐกิจโลกยังขยายตัวได้ ภายใต้สมมติฐานว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ลุกลามยืดเยื้อ โดยเศรษฐกิจหลักอย่างสหรัฐได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการลงทุนทางด้าน AI และการบริโภคที่ยังสามารถเติบโตได้ตามสภาวะตลาดแรงงานที่ยังแข็งแกร่ง

ขณะที่เงินเฟ้อโลกอาจเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในปี 69 ก่อนกลับเข้าสู่ทิศทางชะลอลงในปี 70 โดยความเสี่ยงเงินเฟ้อที่เกิดจากราคาพลังงานและจากต้นทุนชิปเซมิคอนดักเตอร์ที่เพิ่มสูงขึ้น อาจกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ ขณะที่ปัจจัยความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน อาจเข้ามาสร้างความผันผวนให้กับตลาดได้เป็นระยะๆ

“แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 69 คาดว่าจะยังได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุน การส่งออก มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำ และราคาน้ำมันที่ปรับลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามการฟื้นตัวของการบริโภคภาคเอกชน เนื่องจากยังเผชิญกับภาระหนี้ครัวเรือน เงินเฟ้อและค่าครองชีพ รวมถึงความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป”

KSAM ยังคงมุมมองการลงทุนในตราสารหนี้ที่ระดับ “Neutral” โดยมองว่าโอกาสการปรับลดอัตราดอกเบี้ยมีจำกัด ขณะที่ระดับอัตราผลตอบแทนในปัจจุบันยังน่าสนใจ ทั้งนี้ ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกยังส่งสัญญาณแข็งแกร่ง ส่งผลให้ความกังวลด้านเงินเฟ้อยังคงมีน้ำหนักมากกว่าความเสี่ยงด้านการชะลอตัวของเศรษฐกิจ และตลาดประเมินว่าเฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ภายในสิ้นปี 69

ปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ทิศทางเงินเฟ้อโลก นโยบายการเงินของเฟด ราคาน้ำมัน และความเคลื่อนไหวบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางเงินเฟ้อ ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% และยังไม่มีความจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

สำหรับหุ้นไทย KSAM มีมุมมองเชิงบวก โดยประเมินว่าตลาดยังได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ แนวโน้มเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง และความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีแนวโน้มผ่อนคลาย นอกจากนี้ การยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในไตรมาสแรกของปี 69 ยังอยู่ในระดับสูงกว่าที่ประเมินไว้ และประมาณการกำไรต่อหุ้น (SET EPS) ปี 69 ได้รับการปรับเพิ่มขึ้นจากต้นปี 1.3% มาอยู่ที่ 96.87 บาทต่อหุ้น

นายฑลิต โชคทิพย์พัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนตราสารทุน KSAM กล่าวว่า ความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยยังคงเป็นเรื่องเงินปันผลที่อยู่ในอัตราที่ดี และคาดว่าเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติยังคงอยู่ในตลาดหุ้นไทยอย่างต่อนเื่องที่เพิ่งเข้ามาเมื่อต้นปี 69 แต่ตลาดหุ้นไทยจะไม่หวือหวา เราไม่มีกำไรที่ยั่งยืน ประเมินดัชนี SET ปีนี้ 1,650-1,700 จุด จะทยอยปรับขึ้น แต่รอดูงบบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 2/69 และ Guidance ของแต่ละบริษัท หลังจากที่กลุ่มแบงก์ประกาศแล้วซึ่งแม้ประเมินว่ากำไรปีนี้ปรับตัวลงแต่ก็มีการจ่ายเงินปันผล ส่วนกรอบล่างให้ไว้ที่ 1,400 จุด

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจยืดเยื้อ ความไม่แน่นอนของการเติบโตเชิงโครงสร้าง และความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร ราคาอาหาร และอัตราเงินเฟ้อ

นายจาตุรันต์ สอนไว ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนต่างประเทศ บลจ.กรุงศรี กล่าวว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นโลกในครึ่งหลังของปีนี้ยังพอไปได้ โดยเฉพาะกลุ่ม AI , Technology, Infrastructure เป็นตัวขับเคลื่อนตลาด แต่ก็ต้อง selective โดยยังมีความเสี่ยงเรื่อง Geopolitics อยู่

การลงทุนในกองทุนต่างประเทศ แม้จะมีความกังวลที่ Fed อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายและภาวะสงครามในตะวันออกกลาง แต่สินทรัพย์เสี่ยงอย่างตลาดหุ้นยังมีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนได้ดี จากกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ยังเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งนำโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี

“ธีมการลงทุนเด่นในปี 2569 บลจ.กรุงศรี ยังคงมองว่า AI เป็นธีมการลงทุนที่โดดเด่นที่สุด เนื่องจากพื้นฐานหุ้นกลุ่มนี้ยังคงแข็งแกร่งมาก การลงทุนทางด้าน AI ยังคงเติบโตต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการการใช้งานที่สูงขึ้นอย่างมาก แนะนำให้ลงทุนกองทุนกลุ่ม Global Tech และ Asia Tech ในช่วงที่หุ้นกลุ่ม Semiconductor กำลังปรับฐาน พร้อมแนะนำให้กระจายพอร์ตการลงทุนไปยังหุ้นกลุ่ม Defensive เช่น หุ้นกลุ่ม Global Dividend และ Healthcare เพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุน”

สำหรับการจัดพอร์ตการลงทุนในช่วงครึ่งหลังปี 69 แนะกระจายหลายสินทรัพย์ โดยแบ่งลงทุนในหุ้น 50% และตราสารหนี้ 50% โดยในส่วนหุ้น จัดสรรเป็นหุ้นโลกทั้งที่ Unhedged และ Hedged กองละ 15% กองทุนเทคโลก 4% กองทุนเทคเอเชีย 4% กองทุนเทคจีน 2% กองทุนหุ้นปันผล 5% และ กองทุนเฮลธ์แคร์ 5%

ในส่วนตราสารหนี้ แบ่งเป็นกองทุนตราสารหนี้ไทย 20-25% กองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ 15% เลือกทั้ง Unhedged และ Hedged และเป็นสภาพคล่อง 10%

โดย เสาวลักษณ์ อวยพร