
ริชาร์ด มาร์ลส์ รองนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย กล่าวในวันนี้ (24 ก.ค.) การที่รัฐบาลสหรัฐฯ ออกมาตรการภาษีใหม่โดยอ้างถึงการใช้แรงงานบังคับนั้น “ไม่มีเหตุผล”
มาร์ลส์ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ ABC ของออสเตรเลียว่า รัฐบาลออสเตรเลียรู้สึกผิดหวังต่อการตัดสินใจของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ประกาศใช้มาตรการภาษีดังกล่าว พร้อมยืนยันว่า ออสเตรเลียจะเดินหน้าชี้แจงจุดยืนต่อรัฐบาลสหรัฐฯ ทั้งในประเด็นการค้าและมาตรการต่อต้านการใช้แรงงานบังคับ
รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเรียกเก็บภาษีศุลกากรครั้งใหม่กับสินค้าที่นำเข้าจาก 60 ประเทศทั่วโลก ในอัตราระหว่าง 10%-12.5% โดยรัฐบาลสหรัฐฯ อ้างว่ามาตรการเหล่านี้เป็นการลงโทษประเทศต่าง ๆ ที่ปล่อยให้มีการใช้แรงงานบังคับ ซึ่งสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
รัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า หลังจากที่มีการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี ค.ศ. 1974 แล้วพบว่า ประเทศเหล่านี้ล้มเหลวในการปราบปรามการใช้แรงงานบังคับ โดยมาตรการเรียกเก็บภาษีครั้งใหม่นี้ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 00.01 น. ของวันนี้ (24 ก.ค.) ตามเวลาสหรัฐฯ หรือตรงกับเวลา 11.01 น.ตามเวลาไทย
ดอน ฟาร์เรลล์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและการท่องเที่ยวออสเตรเลีย ระบุในแถลงการณ์ว่า มาตรการภาษีดังกล่าวไม่มีความชอบธรรม ขัดต่อข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างออสเตรเลียและสหรัฐฯ (AUSFTA) และควรถูกยกเลิก
ฟาร์เรลล์กล่าวว่า ออสเตรเลียมีมาตรการป้องกันการใช้แรงงานบังคับและการค้ามนุษย์สมัยใหม่ที่เข้มงวดที่สุดประเทศหนึ่งของโลก และได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ รวมถึงจากสหรัฐฯ ในฐานะประเทศที่มีบทบาทนำในประเด็นดังกล่าว
ก่อนหน้านี้ในเดือนก.ค. สถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำกรุงวอชิงตันได้ยื่นหนังสือคัดค้านอย่างเป็นทางการต่อสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เกี่ยวกับข้อเสนอมาตรการภาษีแรงงานบังคับ โดยระบุว่า ไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือเพียงพอที่จะรองรับการเรียกเก็บภาษีกับสินค้าจากออสเตรเลีย
โดย วรวิชญ์ สิทธิวัง/รัตนา พงศ์ทวิช





