
ท็อดด์ แมคเคลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าของนิวซีแลนด์ กล่าวในวันนี้ (24 ก.ค.) ว่า การที่สหรัฐอเมริกาตัดสินใจเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้ารอบใหม่จากนิวซีแลนด์ เป็นเรื่อง “น่าผิดหวังอย่างยิ่ง”
ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นหลังจากรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเรียกเก็บภาษีศุลกากรครั้งใหม่กับสินค้าที่นำเข้าจาก 60 ประเทศทั่วโลก ในอัตราระหว่าง 10%-12.5% โดยอ้างว่าหลังจากที่มีการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี ค.ศ. 1974 พบว่าประเทศเหล่านี้ล้มเหลวในการปราบปรามการใช้แรงงานบังคับ
เว็บไซต์ข่าว Stuff ของนิวซีแลนด์รายงานว่า นิวซีแลนด์ถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 12.5% โดยสินค้าส่งออกสำคัญอย่างเนื้อวัวและกีวีดูเหมือนว่าจะได้รับการยกเว้น แต่ผลิตภัณฑ์นมและไวน์ดูเหมือนว่าจะไม่ได้รับการยกเว้น
แมคเคลย์กล่าวว่า ไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่าสินค้านำเข้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจนิวซีแลนด์ พร้อมระบุว่า นิวซีแลนด์ไม่ยอมรับผลการสอบสวนของสหรัฐฯ เนื่องจากเห็นว่ากระบวนการสอบสวนขาดความรัดกุมและความน่าเชื่อถือ
แมคเคลย์เสริมว่า นิวซีแลนด์ให้ความร่วมมือกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) และกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ด้วยความจริงใจมาโดยตลอด แต่เห็นว่าการสอบสวนครั้งนี้เป็นเพียง “ข้ออ้างทางกฎหมาย” เพื่อเรียกเก็บภาษีในวงกว้าง มากกว่าจะเป็นมาตรการที่มุ่งแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิภาพ
แมคเคลย์เน้นย้ำว่า มาตรการดังกล่าวจะยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนในช่วงเวลาที่ระบบการค้าโลกกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก พร้อมเรียกร้องให้ประเทศที่มีแนวคิดสอดคล้องกันร่วมมือกันเสริมสร้างการค้าและการลงทุน รวมถึงลดอุปสรรคทางการค้าลง
โดย ปรียพรรณ มีสุข/กัลยาณี ชีวะพานิช





