ดัชนี MPI มิ.ย. -3.10%YoY ยานยนต์/ปิโตรฯ หดตัว-ตอ.กลางกระทบต้นทุน-เงินเฟ้อพุ่ง

สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เผยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนมิ.ย.69 อยู่ที่ระดับ 94.99 หดตัว 3.10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ส่วนไตรมาส 2/69 หดตัว 1.79% แนะผู้ประกอบการเร่งบริหารความเสี่ยง และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อลดผลกระทบในระยะยาว

นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เผยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนมิ.ย.69 อยู่ที่ระดับ 94.99 หดตัว 3.10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิต (CapU) เดือนมิ.ย. อยู่ที่ 57.61% ส่วนไตรมาส 2/69 MPI อยู่ที่ระดับ 95.96 หดตัว 1.79%YoY และมี CapU เฉลี่ยอยู่ที่ 57.47%

สำหรับปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวกดดัน ดัชนี MPI เดือนมิ.ย. 69 นี้ เนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมปิโตรเลียมหดตัว ประกอบกับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาพลังงานและค่าขนส่งมีความผันผวน

อย่างไรก็ตาม ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนมิ.ย. 69 ยังมีแรงสนับสนุนสำคัญจากอุปสงค์ภายในประเทศที่ทยอยฟื้นตัว โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าจำเป็น เช่น น้ำตาล ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด สบู่ และเครื่องสำอาง ซึ่งได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายและลดค่าครองชีพของภาครัฐภายใต้โครงการไทยช่วยไทยพลัส

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมที่ตอบรับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคยังขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงสำเร็จรูปที่ได้รับแรงหนุนจากกระแสการดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว รวมถึงอุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูปที่เติบโตตามวิถีชีวิตของสังคมเมืองซึ่งช่วยสนับสนุนภาคการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง ขณะที่ในเดือนมิ.ย. มีเทศกาลฟุตบอลโลก ส่งผลให้อุตสาหกรรมสิ่งทอได้รับแรงหนุนจากความต้องการซื้อเสื้อผ้ากีฬามากขึ้น

*อุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวก

– เคมีภัณฑ์ขั้นมูลฐาน ขยายตัว 22.35% จากโซดาไฟและคลอรีนเป็นหลัก ตามความต้องการใช้ในกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น ปิโตรเคมี การบำบัดน้ำเสีย และสินค้าอุปโภคบริโภค ส่งผลให้ผู้ผลิตบางรายขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น

– อาหารสัตว์สำเร็จรูป ขยายตัว 10.73% จากอาหารสัตว์เลี้ยงสำเร็จรูปเป็นหลัก ตามความต้องการของตลาดในประเทศและตลาดส่งออกที่มีอย่างต่อเนื่อง

– น้ำตาล ขยายตัว 19.83% จากการที่โรงงานเร่งแปรรูปน้ำตาลทรายดิบเป็นน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ เพื่อส่งมอบตามสัญญา

*อุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลลบ

– ยานยนต์ หดตัว 12.59% จากรถยนต์นั่งขนาดใหญ่ รถบรรทุกปิคอัพ รถยนต์นั่งขนาดเล็ก และรถยนต์นั่งไฮบริดขนาดเล็ก เป็นหลัก ตามการหดตัวของตลาดในประเทศ จากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และสถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อ

– ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม หดตัว 7.97% จากน้ำมันดีเซลหมุนเร็วและน้ำมันเบนซิน เป็นหลัก เนื่องจากผู้ผลิตชะลอการผลิตหลังมีสินค้าในสต๊อกจำนวนมาก

– น้ำมันปาล์ม หดตัว 33.24% จากน้ำมันปาล์มดิบและน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ เป็นหลัก ตามปริมาณผลปาล์มที่ออกสู่ตลาดลดลง 

*คาดดัชนี MPI เดือนก.ค. “ส่งสัญญาณปกติเบื้องต้น”

ด้านระบบการเตือนภัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภาพรวมของไทย เดือนก.ค. 69 “ส่งสัญญาณปกติเบื้องต้น” แม้ว่าในเดือนก.ค. 69 สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะกลับมาตึงเครียดอีกครั้งส่งผลต่อต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และการค้าระหว่างประเทศ แต่คาดว่าภาคอุตสาหกรรมไทยยังมีแรงสนับสนุนจากปัจจัยภายในประเทศซึ่งยังมีผลดีของโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่ส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ

ด้านปัจจัยต่างประเทศ ส่งสัญญาณเฝ้าระวังจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อและความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกจากความต้องการสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีที่เติบโตต่อเนื่อง 

*ผลกระทบสงครามในตะวันออกกลางต่ออุตสาหกรรมไทย

สศอ. ยังคงประมาณการดัชนี MPI และ GDP ภาคอุตสาหกรรมที่ 1.0-2.0% (คาดว่าเดือนหน้าจะมีการประเมินและปรับประมาณการ) โดย สศอ. ประเมินผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไทย จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ไว้ทั้งหมด 3 ฉากทัศน์ (ระดับราคาน้ำมันเดิมประมาณ 70-80 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล) ดังนี้

1. ราคาน้ำมัน +25% (100-105 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล) คาด GDP อุตฯ ลดลง 0.22% (9.3 – 11.3 พันล้านบาท) โดย สศอ. ประเมินว่า ขณะนี้ผลกระทบสงครามในตะวันออกอยู่ในฉากทัศน์นี้

2. ราคานํ้ามัน +50% (120-125 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล) คาด GDP อุตฯ ลดลง 0.44% (1.9 – 2.1 หมื่นล้านบาท)

3. ราคานํ้ามัน +100% (160 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล) คาด GDP อุตฯ ลดลง 0.88% (4.0 – 4.2 หมื่นล้านบาท)

*8 อุตสาหกรรมที่ต้องเฝ้าระวังผลกระทบ

1. ปิโตรเคมีและพลาสติก : พึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง/สหรัฐฯ ต้นทุนพลังงาน และวัตถุดิบสูงขึ้นกระทบต้นทุนผลิตโดยรวม

2. ปุ๋ยเคมี : นำเข้าแม่ปุ๋ย/ยูเรีย จากซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ โอมาน เสี่ยงทั้งต้นทุนสูงขึ้นและขาดแคลนวัตถุดิบ

3. โลหะและผลิตภัณฑ์โลหะ : นำเข้าอะลูมิเนียมจากตะวันออกกลาง และเศษเหล็กจากสหรัฐฯ เสี่ยงด้านการจัดหาวัตถุดิบ

4. ยานยนต์และชิ้นส่วน : ส่งออกยางล้อไปสหรัฐฯ และรถยนต์ไปตะวันออกกลาง กระทบต่อการส่งออก

5. เครื่องใช้ไฟฟ้า : ส่งออกหม้อแปลงไฟฟ้าไปสหรัฐฯ/ สหภาพยุโรป (EU) กระทบต่อการส่งออก

6. อิเล็กทรอนิกส์ : ส่งออกคอมพิวเตอร์ไปสหรัฐฯ/ EU กระทบต่อการส่งออก

7. อาหารและเกษตรแปรรูป : เป็นอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ได้รับผลกระทบ จากต้นทุนวัตถุดิบทางการเกษตร ต้นทุนผลิตเพิ่ม และกระทบต่อการส่งออก

8. ยาและการแพทย์ : นำเข้ายา-เวชภัณฑ์จาก EU เป็นหลัก เสี่ยงด้านการจัดหาเวชภัณฑ์

*ข้อเสนอแนะภาคอุตสาหกรรม

สศอ. ประเมินว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งขยายวงกว้างจนส่งผลกระทบต่อเส้นทางเดินเรือในทะเลแดงและช่องแคบบับเอลมันเดบ จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการขนส่งสินค้า ต้นทุนโลจิสติกส์ และห่วงโซ่อุปทานของภาคอุตสาหกรรมไทย ดังนั้น เพื่อรองรับความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ดังกล่าว มีข้อเสนอแนะแก่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ดังนี้

1. บริหารจัดการความเสี่ยงตลอดห่วงโซ่การผลิต

– กระจายแหล่งวัตถุดิบและตลาดส่งออก

– บริหารความเสี่ยงด้วยสัญญาซื้อขายล่วงหน้า

– เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพื่อลดต้นทุน

– ปรับโครงสร้างสู่สินค้ามูลค่าสูง

2. ยกระดับกระบวนการผลิตสู่ความยั่งยืน

– เน้นประหยัดพลังงาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

– เปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียน/ ชีวมวล

– ใช้ Digital & AI ลดการสูญเสียวัตถุดิบ

– พัฒนาทักษะบุคลากรด้านเทคโนโลยีใหม่

3. ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมในระยะกลาง-ยาว

-ปรับโครงสร้างการผลิต เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน- พัฒนาสินค้าตามความต้องการของตลาดโลก

– ลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบและพลังงาน

– ส่งเสริม Local Content

– ผลักดัน Made in Thailand

โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/รัชดา คงขุนเทียน