ภาวะตลาดน้ำมัน: น้ำมัน WTI ปิดพุ่ง $5.20 หวั่นตะวันออกกลางเดือดกระทบอุปทาน

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 6% วันพุธ (29 ก.ค.) ท่ามกลางความกังวลว่าสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นจะส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมัน โดยรายงานระบุว่าอิหร่านเปิดฉากโจมตีกองกำลังสหรัฐฯ ขณะที่สหรัฐฯ ได้เข้าร่วมกับซาอุดีอาระเบียโจมตีกลุ่มติดอาวุธในอิรักที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI [WTI.X] ส่งมอบเดือนก.ย. พุ่งขึ้น 5.20 ดอลลาร์ หรือ 6.56% ปิดที่ 84.46 ดอลลาร์/บาร์เรล

ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) [BRENT.X] ส่งมอบเดือนก.ย. เพิ่มขึ้น 6.65 ดอลลาร์ หรือ 7.91% ปิดที่ 90.74 ดอลลาร์/บาร์เรล

กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ได้ยิงขีปนาวุธหลายลูกโจมตีกองกำลังสหรัฐฯ ที่ประจำการอยู่ในตะวันออกกลางเมื่อช่วงเย็นวันอังคารตามเวลาสหรัฐฯ (28 ก.ค.) โดยกองทัพสหรัฐฯ ระบุว่าเป็นความพยายามโจมตีแบบไม่ให้ตั้งตัว

รายงานระบุว่า สหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบียได้ทำการโจมตีศูนย์ลำเลียงยุทโธปกรณ์และคลังอาวุธของกลุ่มก่อการร้ายหลายแห่งในพื้นที่ภาคตะวันออกของอิรักเพื่อตอบโต้ต่อการโจมตีด้วยโดรนมากกว่า 30 ครั้งในช่วง 3 วันที่ผ่านมา ซึ่งกองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ (CENTCOM) ระบุว่าเป็นฝีมือของกลุ่มก่อการร้ายที่มีอิหร่านหนุนหลัง

นอกจากนี้ การที่กลุ่มฮูตีทำการโจมตีโรงงานน้ำมันและโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย ก็ยิ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับอุปทานน้ำมัน

นักวิเคราะห์จากบริษัท Xeneta กล่าวว่า การที่กลุ่มฮูตีได้ก่อเหตุโจมตีแหล่งผลิตน้ำมัน คลังเก็บน้ำมัน และโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย อาจส่งผลให้การส่งมอบน้ำมันทั่วทั้งภูมิภาคเผชิญภาวะหยุดชะงัก

ราคาน้ำมันยังได้แรงหนุน หลังจากสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐฯ (EIA) เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบลดลง 7.2 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 404.5 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2561 และมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลงเพียง 1.3 ล้านบาร์เรล

ส่วนสต็อกน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 7,000 บาร์เรล และสต็อกน้ำมันกลั่น ซึ่งรวมถึงฮีตติ้งออยล์และน้ำมันดีเซล เพิ่มขึ้น 1.1 ล้านบาร์เรล

โดย รัตนา พงศ์ทวิช