ราคาน้ำมันดิบ Brent-WTI ย่อตัวเช้านี้ นักลงทุนประเมินสถานการณ์ตะวันออกกลาง

ราคาน้ำมันอ่อนตัวลงเล็กน้อยในการซื้อขายช่วงเช้าวันนี้ (30 ก.ค.) ในตลาดเอเชีย หลังจากพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงในการซื้อขายเมื่อวานนี้ (29 ก.ค.) โดยนักลงทุนทยอยขายทำกำไร พร้อมติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงสัญญาณอุปทานน้ำมันดิบที่เริ่มตึงตัว

ณ เวลา 07.50 น. ตามเวลาไทย สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) [BNB.X] ส่งมอบเดือนก.ย. ลดลง 0.9% อยู่ที่ 89.92 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบ WTI [WTI.X] ลดลง 0.6% อยู่ที่ 83.94 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ก่อนหน้านี้ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นเกือบ 8% ในการซื้อขายเมื่อวานนี้ (29 ก.ค.) ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI ปิดบวก 6.6% จากความกังวลว่าอุปทานน้ำมันอาจได้รับผลกระทบ หลังอิหร่านยิงขีปนาวุธพิสัยไกลโจมตีกองกำลังสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง

ขีปนาวุธดังกล่าวถูกสกัดไว้ได้ ก่อนที่กองกำลังสหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบียจะเปิดปฏิบัติการตอบโต้กลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านในอิรัก ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีกองกำลังสหรัฐฯ และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของซาอุดีอาระเบีย

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับ Fox News ในวันพุธ (29 ก.ค.) ว่า อิหร่านจะเผชิญการตอบโต้อย่างรุนแรง หลังกรุงเตหะรานยิงขีปนาวุธโจมตีกองกำลังสหรัฐฯ ในจอร์แดน ส่งผลให้ความหวังที่จะเห็นความคืบหน้าทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านลดน้อยลง

ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งได้ขยายวงออกนอกภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย โดยทางการอียิปต์รายงานการโจมตีด้วยโดรนต่อเรือขนส่งก๊าซธรรมชาติ 2 ลำที่ปฏิบัติการนอกชายฝั่งประเทศ

ในเยเมน กลุ่มฮูตีซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านได้เพิ่มการโจมตีเรือพาณิชย์และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่เชื่อมโยงกับซาอุดีอาระเบียในบริเวณทะเลแดงและช่องแคบบับเอลมันเดบ พร้อมประกาศผลักดันมาตรการที่เรียกว่า “การปิดล้อมทางทะเล” และหารือการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือที่ต้องการเดินเรือผ่านช่องทางดังกล่าวอย่างปลอดภัย ซึ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนการขนส่งและค่าเบี้ยประกันภัยทางทะเล

ช่องแคบบับเอลมันเดบถือเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดของโลก เชื่อมทะเลแดงกับอ่าวเอเดน และเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมหลายล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงต่ำกว่าระดับปกติอย่างมาก

ส่วนปัจจัยที่ช่วยพยุงราคาน้ำมันคือข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ซึ่งระบุว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ลดลง 7.2 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่ผ่านมา แตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2561 และลดลงมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่าอุปทานน้ำมันในระยะใกล้มีแนวโน้มตึงตัวมากขึ้นในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก

โดย กัลยาณี ชีวะพานิช/รัตนา พงศ์ทวิช