สเปนตรึงกำลังดินแดนเซวตา หลังผู้อพยพหลายพันคนว่ายน้ำข้ามจากโมร็อกโก ดับอย่างน้อย 18 ราย

สำนักข่าวซินหัวรายงานโดยอ้างข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ El País เมื่อวันพฤหัสบดี (30 ก.ค.) ว่า ทางการสเปนยกระดับมาตรการความมั่นคงในเมืองเซวตา ดินแดนปกครองตนเองทางเหนือของทวีปแอฟริกา หลังผู้อพยพหลายพันคนพยายามว่ายน้ำข้ามแดนมาจากโมร็อกโก และพบผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 18 ราย

นายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ ของสเปน และเฟร์นันโด กรันเด-มาร์ลาสกา รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยของสเปน เตรียมลงพื้นที่เมืองเซวตาในวันศุกร์นี้ (31 ก.ค.) เพื่อประเมินสถานการณ์ ขณะที่รัฐบาลส่งกำลังทหารเข้าร่วมกับกองกำลังพิทักษ์พลเรือน หลังศูนย์รองรับผู้อพยพและหน่วยงานด้านความมั่นคงเผชิญภาวะกดดันอย่างหนัก

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้อพยพทะลักเข้าสู่เซวตาเฉลี่ยวันละ 300 คน รวมแล้วราว 1,500 คน ส่วนใหญ่ว่ายน้ำเลียบชายฝั่งมาจากโมร็อกโก จำนวนผู้อพยพที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ศูนย์ดูแลเด็กไร้ผู้ปกครองและศูนย์พักพิงต่าง ๆ มีสถานที่รองรับไม่เพียงพอ ผู้อพยพรายใหม่จำนวนมากจึงต้องนอนค้างอ้างแรมในพื้นที่สาธารณะ

ตำรวจและกองกำลังพิทักษ์พลเรือนในพื้นที่เตือนว่า การปฏิบัติงานใกล้ล่มสลายและพวกเขารู้สึกรับมือไม่ไหว พร้อมระบุว่าสถานการณ์ครั้งนี้หนักหนากว่าวิกฤตผู้อพยพเมื่อเดือนพ.ค. 2564

ฆวน เฆซุส บีบัส ผู้นำเมืองเซวตา เรียกร้องให้รัฐบาลกลางประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติและจัดตั้งศูนย์บัญชาการร่วม เพื่อแก้ปัญหาที่เขานิยามว่าเป็น “สถานการณ์ฉุกเฉินด้านมนุษยธรรมและสังคม” ทว่ากระทรวงมหาดไทยปฏิเสธข้อเสนอนี้ โดยระบุว่าปัญหาผู้อพยพยังไม่เข้าเกณฑ์กฎหมายคุ้มครองพลเรือน

วิกฤตดังกล่าวยังลุกลามเป็นความขัดแย้งทางการทูต เมื่อ อันโตนิโอ ทาจานี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศอิตาลี เสนอให้ระงับสิทธิของสเปนในเขตเชงเกน พร้อมวิจารณ์การตัดสินใจปรับสถานะให้ถูกกฎหมายแก่ผู้อพยพไร้เอกสารกว่า 500,000 คนของรัฐบาลสเปนว่า เป็นการสร้างแรงจูงใจให้ขบวนการค้ามนุษย์

โฆเซ มานูเอล อัลบาเรส รัฐมนตรีต่างประเทศสเปน ตอบโต้ด้วยการเรียกเอกอัครราชทูตอิตาลีเข้าพบ โดยระบุว่าถ้อยแถลงของทาจานี “ไม่เหมาะสม” และเรียกร้องความเป็นเอกภาพในยุโรป แทนที่จะใช้เรื่องนี้สร้างกระแสทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของพรรคการเมืองตนเอง

ขณะเดียวกัน ทางการสั่งปิดจุดผ่านแดนเบนี อันซาร์ ในเมืองเมลียา ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนแห่งเดียวระหว่างสเปนกับโมร็อกโกที่ยังเปิดทำการ หลังผู้อพยพหลายร้อยคนพยายามบุกข้ามพรมแดนพร้อมกัน พร้อมแจ้งให้ประชาชนหลีกเลี่ยงพื้นที่ดังกล่าวเพื่ออำนวยความสะดวกแก่การปฏิบัติการด้านความมั่นคงที่กำลังดำเนินอยู่

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตามหลังคำตัดสินของศาลฎีกาสเปนที่ห้ามเจ้าหน้าที่ผลักดันผู้อพยพที่เดินทางมาทางทะเลกลับประเทศทันที โดยระบุว่าการส่งตัวกลับแบบเร่งด่วนทำได้เฉพาะกรณีที่ผู้อพยพพยายามปีนกำแพงกั้นพรมแดนหรือสิ่งกีดขวางทางกายภาพอื่น ๆ เท่านั้น

ทั้งนี้ เมืองเซวตาและเมลียาเป็นดินแดนปกครองตนเองของสเปน และถือเป็นพรมแดนทางบกเพียงแห่งเดียวของสหภาพยุโรปที่ติดกับทวีปแอฟริกา จึงกลายเป็นเส้นทางหลักที่ผู้อพยพใช้เดินทางเข้าสู่ยุโรปมาโดยตลอด

โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/กัลยาณี ชีวะพานิช